Tuesday, 30 Jun 2015

เมนูหลัก

facebook
recruit
download

สมัครสมาชิกรับข่าวสาร

Name:
Email:

เว็บไซต์อื่นๆ

 

ptlogo

ptlogo2

pt3

mahidol

chula

hua

webindexthai

โรคต่างๆ


โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด ( ANKYROSING SPONDILITIS )

1.โรคข้อสันหลังอักเสบติดยึดคืออะไร ?

 

โรคข้อสันหลังอักเสบติดยึดเป็นกลุ่มโรคข้ออักเสบที่มีการอักเสบของกระดูกสันหลังร่วมกับมีการอักเสบของข้ออื่น ๆ ของร่างกาย เมื่อเป็นไปนาน ๆ จะมีกระดูกงอกออกมาเชื่อมกระดูกสันหลัง ข้อสะโพกให้ติดกัน เกิดความพิการตามมา

 

Read more... [โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด ( ANKYROSING SPONDILITIS )]
 
โรคมือและนิ้วมือผิดรูปร่าง

image001

Swan neck deformity มีอาการข้อสุดท้ายของปลายนิ้วมีการงอหาฝ่ามืออย่างมาก (Distal Interphalangeal Joint Hyperflexion) และข้อก่อนหน้านั้นของนิ้วมีการเหยียดออกจากฝ่ามืออย่างมาก (Proximal Interphalangeal Joint Hyperextension)

 

Read more... [โรคมือและนิ้วมือผิดรูปร่าง]
 
โรคออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) Part 3

แนวทางการรักษาโรค Office Syndrome

สำหรับการรักษาอาการที่เกิดจาก Office Syndrome นั้น ต้องทำในลักษณะผสมผสาน นั่นคือ รักษาตามอาการที่เกิดโดยนักกายภาพบำบัด แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในการรักษา ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละ คนด้วย และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง ซึ่งทางทีมงานPhysical Agencyได้ให้คำแนะนำไว้ดังนี้

Read more... [โรคออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) Part 3]
 
โรคออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) Part 2

image003

ตำแหน่งการนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์หรือโน็ตบุ๊กที่ถูกต้องเพื่อป้องกันหรือลดโอกาสการเกิดโรค


 

Last Updated on Thursday, 17 October 2013 19:54
Read more... [โรคออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) Part 2]
 
โรคออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) Part 1

 

image001

เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยในคนวัยทำงานออฟฟิศ ที่สภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานตลอดเวลา ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบ และปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ อาทิ หลัง ไหล่ บ่า แขน หรือข้อมือ ส่วนบางรายที่มีอาการของหมอนรองกระดูกเคลื่อนอยู่แล้ว หากทำงานในอริยาบทที่ผิดจะทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น

Last Updated on Thursday, 17 October 2013 19:52
Read more... [โรคออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) Part 1]
 
โรคSpinalmuscular atrophy
SMA

โรค SMA เป็นโรคของกล้ามเนื้อเส้นประสาท ซึ่งมีการเสื่อมของ Motor neuron อันเป็นผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ผู้ป่วยโรคนี้มีตั้งแต่เป็นทารก จนถึงเป็นตอนที่โตแล้ว และมีความระดับความรุนแรงแตกต่างกันไป โดยปกติผู้ป่วยจะต้องการการดูแลเป็นพิเศษในเรื่องของการดูแลกล้ามเนื้อปอด ระบบประสาท กระดูก ข้อต่อ และการทำกายภาพบำบัด หรือแม้กระทั่งการผ่าตัดตามความจำเป็น รวมทั้งการดูแลในเรื่องของโภชนาการที่ถูกต้อง ในครอบครัวที่มีผู้ป่วยโรคนี้ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของยีน หากต้องการวางแผนที่จะมีลูกคนต่อๆ ไป

 

อาการของโรค

โดยทั่วไปแล้ว อาการของโรคจะเป็นการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ และการเสื่อมของกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เส้นประสาทจากกระดูกสันหลังไม่สามารถส่งสัญญาณไปกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ได้ โดยเกิดปัญหาจากส่วนของแกนเซลประสาท Motor Neuron

อาการของโรค SMA มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับความรุนแรง และอายุขณะที่โรคเริ่มต้น โรค SMA ที่เกิดจากการกลายพันธุกรรมของยีน SMN มีช่วงอายุที่กว้าง โดยเป็นได้ตั้งแต่ในทารกจนถึงในวัยผู้ใหญ่, บางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่บางรายก็เสียชีวิต ตามแต่ละรายต่างกันไปได้ หลายๆ อาการของโรค SMA สัมพันธ์กับอาการอันต่อเนื่องมาจากกล้ามเนื้อที่อ่อนแรง และจำเป็นจะต้องรักษาไปตามอาการ เช่น กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ อ่อนแรง, กล้ามเนื้อในการเปล่งเสียงไม่มีแรง, ร่างกายอ่อนปวกเปียก, การใช้ปากดู หรือการกลืน เป็นไปได้ยาก, มีเสมหะในปอดหรือลำคอ, ลำตัวเป็นรูประฆัง เนื่องจากการใช้กล้ามเนื้อส่วนท้องในการหายใจ, มือกำและมีเหงื่อที่มือ, ลิ้นสั่น, ศีรษะมักเอียงไปด้านหนึ่ง แม้ขณะนอน, ขามีลักษณะอ่อนแรงกว่าแขน, ขามีลักษณะอ้าคล้ายขากบ, การป้อนอาหารยาก, ปอดติดเชื้อได้ง่าย, การยกศีรษะ หรือการลุกขึ้นนั่งทำได้ยาก, ไม่มีแรงไอ

 

การรักษา
ผู้ที่เป็นโรค SMA สามารถมีชีวิตยาวขึ้น และสบายขึ้นด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจ, การใช้รถเข็นไฟฟ้าบังคับได้ และการใช้คอมพิวเตอร์ปรับให้การดำเนินชีวิตง่ายขึ้น ทั้งนี้ขึ้นกับแต่ละคนว่าจะต้องปรับหรือหาเครื่องช่วยเหลืออย่างไรให้เหมาะสม รวมทั้งการให้โอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมในสังคมเหมือนคนปกติ

เครื่องช่วยหายใจเป็นสิ่งสำคัญ ในกรณีที่เริ่มเป็นโรคตั้งแต่เด็กๆ มักจะมีปัญหากับระบบทางเดินหายใจด้วยเนื่องจากกล้ามเนื้อที่จำเป็นต่อการหายใจอ่อนแอ เด็กที่มีอาการไม่มากนักมักจะสามารถมีชีวิตได้ยาว แม้ว่าจะต้องใช้เครื่องมือต่างๆ และการแพทย์ เพื่อช่วยเหลือเพิ่มเติม และสำหรับเด็กที่มีอาการรุนแรงกว่า ก็จะต้องมีการช่วยเหลือที่มากขึ้นเช่นกัน
จากการศึกษาทางด้านชีวโมเลกุล ทำให้ความเข้าใจต่อโรคSMA มีมากขึ้น ได้มีการทดลองสำหรับหาทางรักษาอยู่หลายทาง เช่น การแทนที่ยีน, การใช้ Stem-cell สำหรับ Motor Neuron และ
การรักษาที่มีแนวโน้มดีสุดน่าจะเป็นการเพิ่ม SMN2เพื่อเพิ่มเปอร์เซ็นต์ของ mRNA (โปรดศึกษาเพิ่มเติมนะครับ ผมไม่เข้าใจรายละเอียดแบบลึกในเรื่องนี้) และการใช้ยาที่กำลังศึกษากันอยู่ ที่อาจจะช่วยปรับปรุงการทำงานของยีนSMN หรือชดเชยการสูญเสียของยีน ปัจจุบันอยู่ในช่วงการทดลองอยู่ในอเมริกามียาหลายตัวที่อยู่ระหว่างการทดลอง และมีความเป็นไปได้ในอนาคต ซึ่งจำเป็นที่จะต้องทำ Clinical Trialโดยการมีอาสาสมัครเข้าร่วมทดลองใช้ยา และมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีความปอดภัยต่อผลกระทบจากการใช้ยา และศึกษาผลว่าดีขึ้นหรือแย่ลง
ยาบางตัวที่อยู่ระหว่างการทดลองเช่น Butyrates Valproic acid Hydroxyurea Riluzole Quinazoline495[5] และยังมียาอื่นๆ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพัฒนาใน ห้องแล็บอีกเช่นกัน

การรักษาSMA ในปัจจุบัน จึงเป็นการป้องกัน และการจัดการไม่ให้อาการแย่ลง ผู้ป่วย SMA ที่เป็นผู้ใหญ่แม้ว่าโรค SMA อาจจะจบลงด้วยการเสียชีวิตตั้งแต่ในวัยเด็ก แต่ก็มีผู้ที่เป็นโรคนี้
และมีชีวิตจนเป็นผู้ใหญ่ หรือแม้กระทั่งแก่ก็ได้ ช่วงชีวิตที่อยู่ได้มีผลอย่างมากจากความรุนแรงของโรคในแต่ละคน และการจำแนกประเภทเป็น1-2-3 นั้นเป็นเพียงแนวทางคร่าวๆ ในการวิเคราะห์โรคเท่านั้น

การที่มีอัตราการอ่อนแอที่ช้าลงก็อาจเป็นผลให้มีชีวิตยาวขึ้นได้เช่นกัน และมีเด็กที่ตรวจพบว่าเป็นSMA Type I ที่เติบโตจนเป็นผู้ใหญ่เช่นกัน สติปัญญาของผู้ป่วย SMA มักไม่มีปัญหา
เด็กหลายๆ คน และผู้ใหญ่ที่เป็น SMa สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี และคอมพิวเตอร์ได้ เช่น การใช้ระบบจดจำเสียง ในการควบคุมเครื่องใช้ต่างๆ หรือการเปิด-ปิดสวิตช์ต่างๆ ผู้ป่วยหลายคนที่มีปัญหาในการเคลื่อนไหว สามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการอ่าน, เขียน, สื่อสาร, เล่นเกม และควบคุมสภาวะรอบกายได้ การมีชีวิตคู่ หรือการมีลูกก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน

Last Updated on Tuesday, 23 July 2013 23:47
 
โรคฉี่หอม

12645_552000015181001

Maple Syrup urine deseed ( MSUD ) หรือชื่อที่เราเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า ” โรคฉี่หอม ” โรคฉี่หอมเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากกรรมพันธ์ (DNA) โดยส่วนใหญ่แล้วเด็กแรกเกิดจะมีโอกาสเป็นน้อยมาก หรือ 1 ใน 180,000 คน ในประเทศไทย โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่แรกเกิด

 

โรคฉี่หอม หรือ Maple Syrup urine deseed ( MSUD ) นั้นเป็นโรคในกลุ่มพันธุกรรมเมตาบอลิค metabolic disorders เกิดจากร่างกายไม่สามารถย่อยกรดอะมิโน ที่เกินจากความต้องการของร่างกายได้ทำให้มีกรดอะมิโน (โปรตีน) หลงเหลือและตกค้างในร่างกาย ตามปกติของร่างกายเมื่อมีกรดอะมิโนมากเกินกว่าความจำเป็น ร่างกายจะกำจัดออกเองตามธรรมชาติ แต่ในกรณีผู้ที่เป็นโรคจะไม่สามารถขับออกได้ตามปกติ ทำให้เวลาฉี่จึงมีกลิ่นคล้ายกลิ่นน้ำเชื่อมเมเปิ้ล หรือ กลิ่นน้ำตาลไหม้

 

สาเหตุของโรค

 

โรคกลุ่มนี้มักเกิดจากการแต่งงานระหว่างเครือญาติ ที่มีสายพันธุ์หรือเชื้อชาติเดียวกัน เช่น คนจีนที่ใช้แซ่เดียวกัน คนไทยในต่างจังหวัดที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ซึ่งครั้งหนึ่งอาจเคยเกี่ยวดองกัน ทำให้ยีนด้อยที่มีความบกพร่องเหมือนกันมาเจอกัน ลูกที่คลอดออกมาจึงเป็นโรคพันธุกรรมเมตาบอลิคได้

*ในกรณีที่ ยีนด้อย เจอกับ ยีนเด่น หรือ ยีนเด่น เจอกับ ยีนด้อย เด็กที่เกิดมาจะไม่เป็นโรคแต่จะเป็นพาหะ


อาการของโรค

 

1. เด็กที่เป็นจะมีอาการซึม หงอย ไม่ลืมตา

2. เด็กมีกลิ่นตัวและกลิ่นฉี่หอม คล้ายกลิ่นน้ำเชื่อมเมเปิ้ล หรือกลิ่นน้ำตาลไหม้

3. เวลาเด็กดูดนมแม่จะดูดนมช้า, น้อย และมีอาการอาเจียนออกมาเป็นนม

4. ถ้าปล่อยไว้เป็นเวลานานสารจำพวกโปรตีนที่สะสมในร่างกายจะก่อตัวเป็นสารพิษเข้าไปทำลาย สมอง ทำให้มีปัญหาการทรงตัว ตาเหร่,เข ไม่สามารถพูดหรือสื่อสารได้

 

การรักษาโรค

 

โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบและรักษาได้ทัน อาจจะต้องมีการให้เอนไซม์ชดเชยประกอบกับกินอาหารตามแพทย์แนะนำ เพื่อไม่ให้มีสารโปรตีนตกค้าง และจะทำให้เซลล์นำเอนไซม์ไปกำจัดสารพิษที่สะสม มีผลทำให้เผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น

 

จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็น?

 

โดยการเจาะเลือดที่ส้นเท้า ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถได้เลือดเด็กมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นวิธีสากลที่ทั่วโลกยอมรับ หากผลปกติ แสดงว่าลูกน้อยไม่ได้เป็นโรคในกลุ่มพันธุกรรมเมตาบอลิค แต่หากยังไม่วางใจว่าปลอดภัยจากโรค คุณพ่อคุณแม่จะต้องเฝ้าสังเกตพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยว่าอยู่ในเกณฑ์หรือไม่ เช่น หากลูกพูดหรือเดินช้า เซื่องซึม ตับและท้องโต กระจกตาขุ่น มีปัญหาการได้ยิน ตลอดจนมีอาการทางสมองหรือชักบ่อยๆ ให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันทีค่ะ

 

*หมายเหตุ: เด็กที่เป็นโรคนี้ห้ามทานเนื้อสัตว์ นม และอาหารที่มีโปรตีนเด็ดขาด ยกเว้น นมสูตรเฉพาะของเด็กที่เป็นโรคฉี่หอม (ซึ่งต้องให้ทานตามปริมาณที่กำหนด)

 

 

 
เทอร์เนอร์ ซินโดรม โรคพันธุกรรมของเพศหญิง

image001

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หมอชาวบ้าน , wikipedia , medscape.com , biology.iupui.edu

 

สิ่งที่พ่อแม่ภาวนามากที่สุด ในยามที่ลูกน้อยจะลืมตาดูโลกก็คือ ขอให้ลูกน้อยมีอาการครบ 32 แต่ทว่า...ยังมีพ่อแม่โชคร้ายหลายคู่ ที่ลูกกลับมีความผิดปกติทางพันธุกรรมตั้งแต่กำเนิด และ โรคเทอร์เนอร์ ก็คือหนึ่งในความผิดปกติทางพันธุกรรม ที่พบได้ในเพศหญิง

 

สำหรับ โรคเทอร์เนอร์ (Turner's syndrome) หรือในทางการแพทย์เรียกว่า "กลุ่มอาการเทอร์เนอร์" เป็นโรคพันธุกรรมชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากความผิดปกติที่โครโมโซมเพศ โดยโรคเทอร์เนอร์ จะเกิดเฉพาะกับเพศหญิงเท่านั้น พบครั้งแรกในปี ค.ศ.1938 โดยนายแพทย์ Henry Hubert Turner และพบเด็กเป็นโรคนี้ตั้งแต่แรกเกิดในอัตรา 1 ต่อ 2,000 คน

 

สาเหตุของการเกิด โรคเทอร์เนอร์ ก็คือ โครโมโซม X ซึ่งเป็นโครโมโซมระบุเพศหญิง หายไป 1 แท่ง จากปกติที่คนทั่วไปจะมีโครโมโซม 23 คู่ 46 แท่ง และในเพศหญิงจะมีโครโมโซมเพศ XX (ในผู้ชายคือ XY) แต่สำหรับในเด็กผู้หญิงที่เป็น โรคเทอร์เนอร์ จะเหลือโครโมโซมเพศเพียง X ตัวเดียว และมีคารีโอไทป์ เป็น XO

 

 

image002

คารีโอไทป์ ของผู้เป็น โรคTurner's syndrome

 

 

นั่นเท่ากับว่า เด็กผู้หญิงที่เป็นโรคเทอร์เนอร์ จะมีโครโมโซมในเซลล์ร่างกายเพียง 45 แท่ง จึงทำให้รังไข่ของเด็กผู้หญิงคนนั้น มีการพัฒนาที่ไม่ปกติ คือมีอาการฝ่อ เมื่อเด็กโตขึ้นต่อไป รังไข่จะไม่สามารถผลิตฮอร์โมนที่ทำให้เข้าสู่วัยสาวได้ จึงไม่มีประจำเดือน และเป็นหมัน

 

นอกจากเด็กหญิงที่เป็นโรคเทอร์เนอร์ จะเป็นหมันแล้ว ลักษณะภายนอกที่เห็นได้ชัดของผู้ป่วยโรคนี้ก็คือ จะมีอาการปัญญาอ่อน ที่บริเวณคอมีพังผืดกางเป็นปีก (Web Neck) หน้าอกแบนกว้าง เต้านมเล็ก หัวนมอยู่ห่างกัน เหยียดแขนได้ไม่ตรง เพราะปลายแขนจะกางออก มือเท้าบวม และตัวเตี้ยแม้มีอายุเท่ากับคนปกติทั่ว ๆ ไป

 

image003

Turner's syndrome

 

 

สำหรับการสังเกตว่า เด็กที่คลอดออกมาเป็นโรคเทอร์เนอร์หรือไม่นั้น อาจสังเกตได้จากมือเท้าของเด็กดูอูม ๆ คอเป็นแผง บริเวณข้อศอกมีการโค้งงอออกมาก มือเท้าสั้น ช่วงอกดูกว้าง หรือบางรายอาจไม่มีความผิดปกติแสดงออกมาให้เห็นเลยก็ได้ นอกเสียจากตัวเตี้ยเพียงอย่างเดียว

 

 

นอกจากนี้ ในบางรายอาจแสดงอาการผิดปกติเมื่อโตขึ้นมา เช่น ตัวเตี้ยผิดปกติ ไม่มีอาการเข้าสู่วัยสาว คือ เต้านมไม่โตขึ้น ไม่มีประจำเดือน ฯลฯ ซึ่งแพทย์จะรักษาโดยการให้ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทน แต่สำหรับการฉีดฮอร์โมนเจริญเติบโตให้กับเด็กนั้น แพทย์ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ เพราะยามีราคาค่อนข้างแพง ทั้งนี้ สำหรับผู้ป่วยที่ปรารถนาจะตั้งครรภ์ ปัจจุบันมีเทคโนโลยี และวิธีการทางการแพทย์บางอย่างที่ช่วยให้หญิงที่เป็นโรคเทอร์เนอร์ตั้งครรภ์ได้แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่มีลักษณะของกลุ่มอาการเทอร์เนอร์ จะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพราะผู้ที่เป็นโรคเทอร์เนอร์ จะมีความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบไต ระบบทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย ทำให้เสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไต โรคไทรอยด์ และเมื่อโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม จึงไม่มีหนทางใดจะรักษาอาการให้หายขาดได้ ได้แต่เพียงการบรรเทาอาการต่าง ๆ ให้เป็นน้อยลงเท่านั้น

 

 

 
ปลายประสาทอักเสบ - Polyneuritis / Peripheral neuropathy
ปลายประสาทอักเสบ - Polyneuritis / Peripheral neuropathy
ระบบประสาทของคนเราแบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ ระบบประสาทส่วนกลาง ระบบประสาทส่วนปลาย และระบบประสาทอัตโนมัติ ระบบประสาทส่วนปลายจะเน้นอยู่ 2 เรื่องคือ การเคลื่อนไหว และการรับความรู้สึก
ปลายประสาทอักเสบส่วนมากมักจะพบในผู้สูงอายุ ในคนที่อายุยังน้อยพบได้เช่นกัน ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการติดเชื้อ อาการที่เรียกว่าปลายประสาทอักเสบนั้น เราอาจเรียกว่าระบบประสาทส่วนปลายทำงานผิดปกติ แต่ไม่ได้แปลว่าปลายประสาทอักเสบไปทุกครั้ง เพราะคำว่าอักเสบจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ คือ ปวด บวม แดง ร้อน หรือถ้าดูในกล้องจุลทรรศน์จะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวจำนวนมาก แสดงว่ามีปฏิกิริยาต่อการอักเสบ
โรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทส่วนปลาย เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นจึงมักไม่ใช่การอักเสบเสมอไป แต่เรามักเรียกรวม ๆ ว่าปลายประสาทอักเสบ แบ่งได้ดังนี้
กลุ่มแรก มีการอักเสบ จริง ๆ แต่มีน้อยมาก กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ขาดวิตามิน หรือสารบางอย่าง และกลุ่มที่ 3 เป็นผลมา จากพิษต่าง ๆ จนทำให้เกิดปลายประสาทอักเสบ
กลุ่มแรก มีอักเสบจริง ๆ ที่ระบบประสาทส่วนปลาย อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ เช่น เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน หรืออาจพบในกลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรง ชา แต่ยังสามารถไปไหนมาไหนได้ ทำงานได้ หรือในผู้ป่วยที่เป็นรุนแรงจนถึงกล้ามเนื้อสำคัญ ๆ เช่น กล้ามเนื้อเกี่ยวกับการหายใจ อาจถึงขั้นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ใส่ท่อช่วยหายใจ เป็นการอักเสบที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ตัวเองของร่างกาย ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งสามารถที่จะฟื้นได้ โดยการให้ยาบางชนิดเป็นยากลุ่มที่เป็นเซรั่มแก้อาการแพ้เข้าไปช่วย ซึ่งค่อนข้างมีราคาแพง หรือหากติดเชื้อรุนแรงบริเวณกล้ามเนื้อสำคัญบริเวณแขน ขา อาจมีอาการอ่อนแรง บางรายอาจถึงขั้นต้องทำกายภาพบำบัด
กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ขาดวิตามิน หรือสารบางชนิด เช่น วิตามินบี แต่เดี๋ยวนี้อาหารการกินดีขึ้นเยอะ จึงพบน้อยที่จะขาดสารอาหารโดยตรง
กลุ่มที่ 3 เป็นผลมาจากพิษต่าง ๆ เช่น พิษจากตะกั่ว โลหะหนัก พิษเหล่านี้จะทำให้ระบบประสาทส่วนปลายเสียไปมักจะเป็นที่ปลายมือปลายเท้า
นอกจากนี้ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่คล้ายกับว่าจะเป็นที่ระบบประสาทส่วนปลาย แต่จริง ๆ แล้วเป็นความผิดปกติที่ระบบประสาทส่วนกลาง  คือ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับไขสันหลัง เช่น มีเนื้องอกหรือมีอะไรไปกดที่เส้นประสาท หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทบริเวณบั้นเอว โดยเฉพาะคู่ที่ 1 ซึ่งพบได้บ่อย จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการชา อ่อนแรง และมีอาการปวด เสียการทรงตัวเนื่องจากขาอ่อนแรง ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีปัญหาหมอนรองกระดูกจะมีท่าเดินลักษณะเฉพาะ หรือบางครั้งอ่อนแรงจะเห็นเดินผิดปกติ
กรณีที่เป็นโรคเบาหวาน ก็สามารถทำให้เกิดปลายประสาทอักเสบได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าโรคเกี่ยวกับระบบประสาทส่วนปลาย จะต้องแยกโรคออกมา แต่เพื่อความเข้าใจง่าย ๆ ของชาวบ้านก็จะเรียกว่า ปลายประสาทอักเสบ
การวินิจฉัยผู้ป่วย แพทย์จะดูจากประวัติคนไข้เป็นสำคัญ ร่วมกับการตรวจร่างกายซึ่งจะช่วยบอกพื้นที่ของการสูญเสียว่าเป็นที่กล้ามเนื้อบริเวณไหน ความรู้สึกเสียตรงไหน เชื่อมโยงกับเส้นประสาทเส้นไหน เป็นข้างเดียวหรือสองข้าง
ส่วนการรักษา ก็จะต้องดูที่สาเหตุเป็นสำคัญว่าเกิดจากอะไร โดยรวมแล้วความผิดปกติของประสาทส่วนปลาย ผู้ป่วยจะมีอาการ ชา อ่อนแรง ซึ่งการรักษาก็จะเป็นไปตามแนวของเส้นประสาทที่ผิดปกติ ส่วนใหญ่จะเป็นที่บริเวณแขนและขา ปลายมือ ปลายเท้า เพราะมีเส้นประสาทเยอะ ถ้าระบบประสาทส่วนปลายมีปัญหาจะรู้สึกก่อน
[ดูภาพทั้งหมดในหมวด]
หัวข้อ
ข้อแนะนำ
ข้อแนะนำ
1. ผู้ป่วยที่เป็นโรคปลายประสาทอักเสบ ควรระมัดระวังการเกิดบาดแผลที่ปลายมือปลายเท้า ถ้าพบว่ามีบาดแผลหรือฟกช้ำที่ปลายมือปลายเท้า ควรพบแพทย์เพื่อให้การรักษาเสียแต่เนิ่น ๆ ถ้าปล่อยไว้ แผลอาจลุกลามและรักษายาก
2. ในรายที่มีสาเหตุจากโรคพิษสุรา ควรให้ผู้ป่วยเลิกเหล้า และฉีดวิตามินบีรวม 50 มิลลิกรัม หรือ วิตามินบี 1 ขนาด 100 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อวันละครั้ง นาน 5-7 วัน ถ้ามีอาการหงุดหงิด ให้ไดอะซีแพม 5-10 มก. กินทุก 6-8 ชั่วโมง
ขอบคุณข้อมูลจาก
นพ.มัยธัช สามเสน
ผอ.สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
www.thaihealth.or.th

image001ระบบประสาทของคนเราแบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ ระบบประสาทส่วนกลาง ระบบประสาทส่วนปลาย และระบบประสาทอัตโนมัติ ระบบประสาทส่วนปลายจะเน้นอยู่ 2 เรื่องคือ การเคลื่อนไหว และการรับความรู้สึก

 

ปลายประสาทอักเสบส่วนมากมักจะพบในผู้สูงอายุ ในคนที่อายุยังน้อยพบได้เช่นกัน ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการติดเชื้อ อาการที่เรียกว่าปลายประสาทอักเสบนั้น เราอาจเรียกว่าระบบประสาทส่วนปลายทำงานผิดปกติ แต่ไม่ได้แปลว่าปลายประสาทอักเสบไปทุกครั้ง เพราะคำว่าอักเสบจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ คือ ปวด บวม แดง ร้อน หรือถ้าดูในกล้องจุลทรรศน์จะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวจำนวนมาก แสดงว่ามีปฏิกิริยาต่อการอักเสบ

 

โรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทส่วนปลาย เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นจึงมักไม่ใช่การอักเสบเสมอไป แต่เรามักเรียกรวม ๆ ว่าปลายประสาทอักเสบ แบ่งได้เป็น กลุ่มแรก มีการอักเสบ จริง ๆ แต่มีน้อยมาก กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ขาดวิตามิน หรือสารบางอย่าง และกลุ่มที่ 3 เป็นผลมา จากพิษต่าง ๆ จนทำให้เกิดปลายประสาทอักเสบ

 

กลุ่มแรก มีอักเสบจริง ๆ ที่ระบบประสาทส่วนปลาย อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ เช่น เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน หรืออาจพบในกลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรง ชา แต่ยังสามารถไปไหนมาไหนได้ ทำงานได้ หรือในผู้ป่วยที่เป็นรุนแรงจนถึงกล้ามเนื้อสำคัญ ๆ เช่น กล้ามเนื้อเกี่ยวกับการหายใจ อาจถึงขั้นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ใส่ท่อช่วยหายใจ เป็นการอักเสบที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ตัวเองของร่างกาย ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งสามารถที่จะฟื้นได้ โดยการให้ยาบางชนิดเป็นยากลุ่มที่เป็นเซรั่มแก้อาการแพ้เข้าไปช่วย ซึ่งค่อนข้างมีราคาแพง หรือหากติดเชื้อรุนแรงบริเวณกล้ามเนื้อสำคัญบริเวณแขน ขา อาจมีอาการอ่อนแรง บางรายอาจถึงขั้นต้องทำกายภาพบำบัด

 

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ขาดวิตามิน หรือสารบางชนิด เช่น วิตามินบี แต่เดี๋ยวนี้อาหารการกินดีขึ้นเยอะ จึงพบน้อยที่จะขาดสารอาหารโดยตรง

 

กลุ่มที่ 3 เป็นผลมาจากพิษต่าง ๆ เช่น พิษจากตะกั่ว โลหะหนัก พิษเหล่านี้จะทำให้ระบบประสาทส่วนปลายเสียไปมักจะเป็นที่ปลายมือปลายเท้า

นอกจากนี้ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่คล้ายกับว่าจะเป็นที่ระบบประสาทส่วนปลาย แต่จริง ๆ แล้วเป็นความผิดปกติที่ระบบประสาทส่วนกลาง คือ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับไขสันหลัง เช่น มีเนื้องอกหรือมีอะไรไปกดที่เส้นประสาท หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทบริเวณบั้นเอว โดยเฉพาะคู่ที่ 1 ซึ่งพบได้บ่อย จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการชา อ่อนแรง และมีอาการปวด เสียการทรงตัวเนื่องจากขาอ่อนแรง ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีปัญหาหมอนรองกระดูกจะมีท่าเดินลักษณะเฉพาะ หรือบางครั้งอ่อนแรงจะเห็นเดินผิดปกติ

 

กรณีที่เป็นโรคเบาหวาน ก็สามารถทำให้เกิดปลายประสาทอักเสบได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าโรคเกี่ยวกับระบบประสาทส่วนปลาย จะต้องแยกโรคออกมา แต่เพื่อความเข้าใจง่าย ๆ ของชาวบ้านก็จะเรียกว่า ปลายประสาทอักเสบ

 

การวินิจฉัยผู้ป่วย แพทย์จะดูจากประวัติคนไข้เป็นสำคัญ ร่วมกับการตรวจร่างกายซึ่งจะช่วยบอกพื้นที่ของการสูญเสียว่าเป็นที่กล้ามเนื้อบริเวณไหน ความรู้สึกเสียตรงไหน เชื่อมโยงกับเส้นประสาทเส้นไหน เป็นข้างเดียวหรือสองข้าง

 

ส่วนการรักษา ก็จะต้องดูที่สาเหตุเป็นสำคัญว่าเกิดจากอะไร โดยรวมแล้วความผิดปกติของประสาทส่วนปลาย ผู้ป่วยจะมีอาการ ชา อ่อนแรง ซึ่งการรักษาก็จะเป็นไปตามแนวของเส้นประสาทที่ผิดปกติ ส่วนใหญ่จะเป็นที่บริเวณแขนและขา ปลายมือ ปลายเท้า เพราะมีเส้นประสาทเยอะ ถ้าระบบประสาทส่วนปลายมีปัญหาจะรู้สึกก่อน

 

ข้อแนะนำ

 

1. ผู้ป่วยที่เป็นโรคปลายประสาทอักเสบ ควรระมัดระวังการเกิดบาดแผลที่ปลายมือปลายเท้า ถ้าพบว่ามีบาดแผลหรือฟกช้ำที่ปลายมือปลายเท้า ควรพบแพทย์เพื่อให้การรักษาเสียแต่เนิ่น ๆ ถ้าปล่อยไว้ แผลอาจลุกลามและรักษายาก

 

2. ในรายที่มีสาเหตุจากโรคพิษสุรา ควรให้ผู้ป่วยเลิกเหล้า และฉีดวิตามินบีรวม 50 มิลลิกรัม หรือ วิตามินบี 1 ขนาด 100 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อวันละครั้ง นาน 5-7 วัน ถ้ามีอาการหงุดหงิด ให้ไดอะซีแพม 5-10 มก. กินทุก 6-8 ชั่วโมง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

นพ.มัยธัช สามเสน

ผอ.สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

www.thaihealth.or.th

 

 

 
วัณโรคปอด( Pulmomary Tuberculosis )

image001วัณโรค เป็นโรคที่พบได้บ่อยทั้งคนในเมือง และชนบทโดยเฉพาะตามแหล่งสลัมหรือในที่ ๆ ผู้คนอยู่กันแออัด

ชาวบ้าน เรียกว่า ฝีในท้อง มักจะพบในเด็ก, คนแก่, คนที่เป็นโรคเอดส์ หรือเบาหวาน, ผู้ป่วยโรคไต หรือ
โรคเอสแอลอี ที่ต้องกินยาเพร็ดนิโซโลนอยู่นาน ๆ, พวกที่ติดยาเสพติด, คนที่ร่างกายอ่อนแอจากการเป็นโรค
อื่น ๆ มาก่อน (เช่น หัด ไอกรน ไข้หวัดใหญ่), คนที่ตรากตรำงานหนักพักผ่อนไม่เพียงพอ, ดื่มเหล้าจัด, ขาด
อาหาร ปัจจุบัน พบว่าผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นวัณโรคแทรกซ้อนกันมาก และทำให้วัณโรคปอดที่เคยลดลง มีการ
แพร่กระจายมากขึ้น ที่สำคัญเมื่อเข้ารับการรักษาควรต้องรับการรักษาให้จบขั้นตอนตามที่แพทย์กำหนด
โดยเคร่งครัด มิฉะนั้นจะทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาเพิ่มมากขึ้น ทำให้เป็นปัญหาลำบากในการรักษาต่อไป

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อวัณโรค ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium
tuberculosis) บางครั้งเรียกว่า เชื้อเอเอฟบี (AFB/AcidFast Bacilli)
วัณโรคปอดมักจะติดต่อโดยการสูดเอาละอองเสมหะของผู้ป่วยที่ไอจามหรือหายใจรด ซึ่งจะสูดเอาเชื้อ
วัณโรคเข้าไปในปอดโดยตรง ดังนั้นจึงมักมีประวัติสัมผัสใกล้ชิด (เช่น นอนห้องเดียวกัน หรืออยู่บ้านเดียวกัน )
กับคนที่เป็นโรค ส่วนการติดต่อโดยทางอื่นนับว่ามีโอกาสน้อยมาก ที่อาจพบได้ก็โดยการดื่มนมวัวดิบๆ
ที่ได้จากวัวที่เป็นวัณโรค หรือโดยการกลืนเอาเชื้อที่ติดมากับอาหารหรือภาชนะเชื้อจะเข้าทางต่อมทอนซิล
หรือลำไส้ แล้วเข้าไปอยู่ในต่อมน้ำเหลือง ซึ่งบางครั้งอาจลุกลามเข้ากระแสเลือดไปยังปอด สมอง กระดูก ไต
หรืออวัยวะอื่น ๆ ได้ ผู้ป่วยมักจะได้รับเชื้อวัณโรคเข้าไปในร่างกายครั้งแรกในระยะที่เป็นเด็ก (บางคนอาจ
ได้รับเชื้อตอนโตก็ได้) โดยไม่มีอาการแสดงแต่อย่างไร
ยกเว้นบางคนอาจมีอาการของปอดอักเสบเล็กน้อยอยู่สักระยะหนึ่งแล้วหายไปได้เอง ร่างกายจะสร้างภูมิต้าน
ทาน ขึ้นกำจัดเชื้อวัณโรค คนส่วนมากที่ได้รับเชื้อวัณโรคครั้งแรก จึงมักจะแข็งแรงเป็นปกติดี แต่อย่างไรก็
ตาม เชื้อวัณโรคที่ยังอาจหลงเหลืออยู่บ้าง ก็จะหลบซ่อนอยู่ในปอดและอวัยวะอื่น ๆ อย่างสงบนานเป็นแรมปี
ตราบใดที่ร่างกายแข็งแรงดี ก็จะไม่เกิดโรคแต่อย่างไร แต่ถ้าต่อมา (อาจเป็นเวลาหลายปีหรือสิบ ๆปี) เมื่อ
ร่างกาย เกิดอ่อนแอด้วยสาเหตุใดก็ตาม เชื้อที่หลบซ่อนอยู่ก็จะแบ่งตัวเจริญงอกงามจนทำให้เกิดเป็นวัณโรค
ขึ้นได้ โดยไม่ต้องรับเชื้อมาจากภายนอกส่วนมากจะเกิดเป็นวัณโรคของปอด ซึ่งจะแสดงอาการดังจะได้กล่าว
ต่อไป
นอกจากนี้ คนบางคนที่รับเชื้อวัณโรคเข้าร่างกายครั้งแรก เชื้ออาจจะลุกลามจนกลายเป็นวัณโรคในทันทีได้
ซึ่งอาจกลายเป็นวัณโรคร้ายแรงได้

 



อาการ
มักจะค่อย ๆ เป็นด้วยอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด อาจมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว หรือเป็นไข้ต่ำ ๆ
ตอนบ่าย ๆ มีเหงื่อออกตอนกลางคืนต่อมาจึงมีอาการไอ ระยะแรก ๆ ไอแห้ง ๆ ต่อมาจะมีเสมหะไอมากเวลา
เข้านอน หรือตื่นนอนตอนเช้า หรือหลังอาหาร อาการไอจะเรื้อรังเป็นแรมเดือน แต่บางคนอาจไม่มีอาการไอเลย
ก็ได้ ผู้ป่วยอาจรู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอกโดยที่ไม่มีอาการไอ
ในรายที่เป็นมาก จะหอบหรือไอเป็นเลือดก้อนแดง ๆ หรือดำ ๆ แต่น้อยรายที่จะมีเลือดออกมากถึงกับช็อก
ในรายที่เป็นน้อย ๆ อาจไม่มีอาการอะไรเลย และมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการเห็น "จุด" ในปอดในฟิล์ม
เอกซเรย์
บางคนอาจมีอาการเป็นไข้นานเป็นแรมเดือน โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
ถ้าเกิดในเด็กอาการมักจะรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ เพราะมีภูมิคุ้มกันน้อย อาจแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด เกิด
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น กระดูกไต ลำไส้ ฯลฯ

สิ่งตรวจพบ
ซูบผอม อาจมีอาการซีด หายใจหอบ หรือมีไข้ การใช้เครื่องฟังตรวจปอดส่วนใหญ่จะไม่มีเสียงผิดปกติ
บางคนอาจได้ยินเสียงกรอบแกรบ (crepitation) ซึ่งมักจะได้ยินตรงบริเวณยอดปอดทั้ง 2 ข้าง ถ้าได้
ยินไปทั่วปอดทั้ง 2 ข้าง แสดงว่าอาการลุกลามไปมากถ้าปอดข้างหนึ่งเคาะทึบ และไม่ได้ยินเสียงหายใจ
ก็แสดงว่ามีภาวะมีน้ำในช่องหุ้มปอด ในรายที่มีอาการหอบเหนื่อยมานาน ๆ อาจมีอาการนิ้วปุ้ม (clubbing
of fingers) ในรายที่เป็นน้อย ๆ อาจตรวจไม่พบอะไรชัดเจน ก็ได้

อาการแทรกซ้อน
ที่สำคัญคือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, ฝีในปอด, ภาวะมีน้ำในช่องหุ้มปอด , วัณโรคต่อมน้ำเหลือง (พบบ่อยที่
ข้างคอ อาจโตเป็นก้อนร่วมกับไข้เรื้อรัง หรือโตต่อกันเป็นสายเรียกว่า ฝีประคำร้อย), ไอออกเป็นเลือดถึงช็อก
ที่พบได้น้อยลงไป ได้แก่
วัณโรคกระดูก (มักพบที่กระดูกสันหลัง มีอาการปวดหลังเรื้อรัง หลังคดโก่ง และกดเจ็บ)
วัณโรคลำไส้ (มีอาการไข้ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเดินเรื้อรัง ซูบผอม ถ้าลุกลามไปที่เยื่อบุช่องท้องที่ทำให้
ท้องมานได้)
วัณโรคไต
วัณโรคกล่องเสียง (เสียงแหบ) เป็นต้น

image002

การรักษาทางกายภาพบำบัด

1.การจัดท่าระบายเสมะ โดยจัดตามกิ่งก้านของปอดที่เป็นโรค

2. การเคาะหรือสั่นปอด ถ้าในระยะadvance ห้ามใช้การเคาะปอด เนื่องจากทำให้เชื้อกระจายให้ใช้การสั่นปอดแทน

ข้อแนะนำ
1. วัณโรคไม่ใช่โรคที่น่ากลัว หรือน่ารังเกียจ และเป็นโรคที่มีทางรักษาให้หายขาดได้ โดยการกินยารักษา
วัณโรคอย่างน้อย 2 ชนิด ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลานาน 6-8 เดือน ผู้ป่วยมักเข้าใจผิดว่า เมื่อกินยาได้สัก
2-3 เดือนแล้วอาการดีขึ้นก็นึกว่าหายแล้ว จึงไม่ยอมกินยาต่อ การกินยาบ้างไม่กินยาบ้าง หรือกินไม่ได้ตาม
กำหนด มีแต่ทำให้เกิดปัญหาเชื้อโรคดื้อยาทำให้กลายเป็นวัณโรคเรื้อรังรักษายาก และสิ้นเปลืองเงินทอง
และเวลา ดังนั้น ผู้ป่วยโรคนี้ ควรไปรับยารักษาตามแพทย์นัด อย่าได้ขาด บางครั้งอาจต้องเอกซเรย์ หรือ
ตรวจเสมหะซ้ำ ทุก 3-6เดือน
ผู้ป่วยที่อยู่ในเขตชนบท อาจไปรับยาได้ที่สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลประจำอำเภอ ส่วนผู้ป่วยที่อยู่ในเมือง
อาจไปรับยาที่ศูนย์บริการสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งจะช่วยให้ประหยัด และสะดวก (สำหรับ
ผู้ที่ยากจน ไม่มีเงินเสียค่ายา ก็สามารถรับยาได้ฟรีจากสถานบริการของรัฐ)
2. ผู้ป่วยควรงดบุหรี่และเหล้า ควรกินอาหารพวกโปรตีนให้มาก ๆ ควรอยู่ในที่ ๆ อากาศถ่ายเทได้สะดวก
เวลาไอหรือจาม ควรใช้ผ้าหรือกระดาษปิดปาก ควรบ้วนเสมหะลงในกระโถนหรือกระป๋องที่มีน้ำยาทำลาย
เชื้อ เช่น ไลซอล (Lysol) แล้วนำไปทิ้งในส้วมหรือขุดหลุมฝังเสีย
3. ในระยะก่อนการรักษา หรือกินยาได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยควรนอนแยกต่างหาก อย่านอนรวมหรืออยู่ใกล้
ชิดกับคนอื่น ๆ อย่าไอ จามหรือหายใจรดหน้าคนอื่น(แม่ที่เป็นวัณโรคอย่ากอดจูบลูกหรือ ไอ หรือหายใจรด
หน้าลูก
ทางที่ดีอย่าให้ลูกดูดนมตัวเอง)เมื่อกินยาได้ 2 สัปดาห์ไปแล้ว เชื้อจะถูกทำลายและไม่มีการแพร่ให้คนอื่น
ต่อไป จึงไม่ต้องแยกผู้ป่วยออกอย่างเคร่งครัดเหมือนระยะก่อนการรักษา (เช่น ไม่จำเป็นต้องแยกถ้วย ชาม
สำรับอาหาร หรือเครื่องใช้ออกต่างหาก) เมื่อรู้สึกแข็งแรงดีแล้ว ผู้ป่วยสามารถทำงาน เรียนหนังสือ หรือ
ออกกำลังได้เช่นปกติ
4. ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วย (โดยเฉพาะเด็กเล็ก) ควรไปให้แพทย์ตรวจ หรือ
เอกซเรย์ปอดให้แน่ใจว่า ติดเชื้อวัณโรคจากผู้ป่วยหรือไม่ แพทย์อาจให้ยารักษา หรือให้ยาป้องกัน ตามแต่
จะพิจารณาเห็นสมควร

 
<< Start < Prev 1 2 3 4 5 Next > End >>

Page 2 of 5