ติดต่อเราได้ที่
icons8-cell-phone-40 086-564-5326 icons8-cell-phone-40 02-003-4318
Saturday, 21 Apr 2018

เมนูหลัก

facebook
recruit
download

สมัครสมาชิกรับข่าวสาร

Name:
Email:

เว็บไซต์อื่นๆ

 

ptlogo

ptlogo2

pt3

mahidol

chula

hua

webindexthai

โรคต่างๆ


โรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ

โรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ หรือที่มักจะรู้จักกันในชื่อ โรครองช้ำ เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยจะพบมากในผู้ป่วยอายุ 40 ปีขึ้นไป สาเหตุของโรคอาจเกิดได้จาก

 

Read more... [โรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ]
 
ไข้ซิกา (Zika Fever)

โรคไข้ซิกา (Zika fever) เกิดจาการติดเชื้อไวรัสซิกา (Zika Virus-ZIKV) ไวรัสที่มีสารพันธุกรรมชนิด อาร์เอ็นเอสายเดี่ยว อยู่ในตระกูลเฟลวิไวรัส (flavivirus)

 

Read more... [ไข้ซิกา (Zika Fever)]
 
โรคเก๊าต์เทียม (Pseudogout)

โรคเก๊าต์เทียมเป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการคั่งและสะสมของผลึกเกลือชนิดหนึ่งที่เรียกว่า แคลเซียมไพโรฟอสเฟตไดไฮเดรต (calcium pyrophosphate dihydrate หรือ CPPD) ในผู้ป่วยส่วนมาก แพทย์ยังไม่ทราบว่าทำไมเกิดผลึกนี้ขึ้น การคั่งและสะสมของผลึกเกลือชนิดนี้ในข้อ สามารถทำให้ข้อเกิดการอักเสบเฉียบพลันเป็นพักๆ มีลักษณะอาการคล้ายโรคเก๊าต์ จึงเรียกว่า โรคเก๊าต์เทียม แต่ผลึกตัวการที่ทำให้ข้อเกิดการอักเสบเป็นคนละชนิดกับโรคเก๊าต์

 

Read more... [โรคเก๊าต์เทียม (Pseudogout)]
 
ไข้เลือดออก

image001

 

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่เกิดจากยุงเป็นพาหนะของโรค นอกจากเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทย ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในเขตร้อนชื้น และก่อให้เกิดความกังวลต่อผู้ปกครองเวลาเด็กมีไข้ บทความนี้จะบรรยายถึงโรคไข้เลือดออกในแง่การดูแลผู้ป่วยซึ่งมีหัวข้อต่อไปนี้

 

Read more... [ไข้เลือดออก]
 
โรคเด็กพัฒนาการช้า (Delayed Development)

เด็กเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่ายิ่ง และเป็นอนาคตที่สำคัญของชาติ ในหลายประเทศล้วนมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งจะต้องเริ่มต้นจากเด็ก โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัย คือ ตั้งแต่วัยแรกเกิด – 6 ปี จะต้องได้รับการเลี้ยงดูที่เหมาะสม ทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ด้วยการตอบสนองความต้องการ ขั้นพื้นฐาน และส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละวัย ซึ่งจะทำให้เด็กๆ เหล่านี้ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพสืบไป

image001

 

Read more... [โรคเด็กพัฒนาการช้า (Delayed Development)]
 
ความดันโลหิตสูง

ทุกๆคนต้องมีความดันโลหิต เพราะความดันโลหิต จะเป็นแรงผลักดัน ให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกาย ดังนั้นทุกคนควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับความดันโลหิต และรักษาให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะความดันโลหิตสูงจะทำให้เกิดหลอดเลือดแข็งและตีบ เมื่อหัวใจบีบตัวหัวใจจะบีบเลือดไปยังหลอดเลือดแดง ทำให้เกิดความดันโลหิตซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจ และแรงต้านทานของหลอดเลือด หัวใจคนเราเต้น 60-80ครั้ง ความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัว และลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว ความดันโลหิตของคนเราไม่เท่ากันตลอดเวลาขึ้นกับท่า ความเครียด การออกกำลังกาย การนอนหลับ ค่าปรกติของคนเราคือ 120/80 มิลิเมตรปรอท แต่ไม่ควรเกิน 140/90 หากสูงกว่านี้แสดงว่าคุณเป็นโรคความดันโลหิตสูงโรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต โรคหัวใจเป็นโรคที่มีอัตราตายสูง ดังนั้นการป้องกันความดันโลหิตสูงสามารถป้องกันอัตราการตายจากโรคหัวใจ และโรคอัมพาต โรคความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตของทุกท่านเนื่องจากไม่มีอาการเตือนดังนั้น การจะทราบว่าเป็นความดันโลหิตสูงจำเป็นต้องวัดความดันโลหิต


ความดันโลหิตที่วัดได้ (mm Hg)*

ความรุนแรงของความดันโลหิต

Systolic

Diastolic

จะต้องทำอะไร

ความดันโลหิตที่ต้องการ

น้อยกว่า 120

น้อยกว่า 80

ให้ตรวจซ้ำใน 2 ปี

ความดันโลหิตสูงขั้นต้น Prehypertension

121-139

85-89

ตรวจซ้ำภายใน 1 ปี

ความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงระดับ 1 Stage 1 (mild)

140-159

90-99

ให้ตรวจวัดความดันอีกใน 2 เดือน

ความดันโลหิตสูงระดับ 2 Stage 2 (moderate)

>160

>100

ให้พบแพทย์ใน 1 เดือน

 


  • · คนปรกติจะมีความดันโลหิต 120/80 มิลิเมตรปรอท
  • · หากความดันโลหิตตัวบนหรือ systolic มากกว่า 140 มิลิเมตรปรอท หรือความโลหิตตัวล่างเกิน 90 มิลิเมตรปรอทจะเรียกว่าความดันโลหิตสูง
  • · สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตระหว่าง121/81-139/89 มิลิเมตรปรอทเรียก Prehypertension หมายถึงยังไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูงแต่มีโอกาศที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงในอนาคต ซึ่งจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

 


 

สาเหตุของความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงมีอยู่ 2 ชนิดได้แก่


1. โรคความดันโลหิตที่ไม่ทราบสาเหตุ Primary hypertension

หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า essential hypertension เป็นความดันโลหิตสูงที่พบมากที่สุด กลุ่มนี้ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดมักจะมีสาเหตุหลายองค์ประกอบรวมกัน พบว่าผู้ป่วยร้อยละ 95 เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มนี้ แต่มักจะพบว่าผู้ป่วยกลุ่มความดันโลหิตสูงนี้มีความสัมพันธ์กับปัจจัยดังต่อไปนี้

·

  • การรับประทานอาหารเค็มซึ่งจากการศึกษาพบว่าการรับประทาน อาหารเค็ม จะมีส่วนทำให้เกิดความดันโลหิตสูง แนะนำว่าคนปรกติไม่ควรที่จะรับประทานเกลือเกิน 3.8 กรัมต่อวัน
  • กรรมพันธุ์ เชื่อว่าพันธุกรรมจะมีผลต่อระบบฮอร์โมนทำให้มีการหลั่งสารเคมีมากไป Renin angiotensin มากทำให้ความดันโลหิตสูง
  • ความผิดปรกติของหลอดเลือดเนื่องมาจากโรคอ้วน อายุมาก เชื้อชาติ และการขาดการออกกำลังกาย

2. โรคความดันโลหิตที่ทราบสาเหตุ Secondary hypertension


เป็นความดันโลหิตสูงที่ทราบสาเหตุ พบได้ประมาณร้อยละ 5 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงสาเหตุที่พบได้บ่อยคือ


  • · โรคไต ผู้ป่วยที่มีหลอดแดงที่ไปเลี้ยงไตตีบทั้งสองข้างมักจะมีความดันโลหิตสูง
  • · เนื้องอกที่ต่อมหมวกไตพบได้สองชนิดคือชนิดที่สร้างฮอร์โมน hormone aldosterone ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีความดันโลหิตสูงร่วมกับเกลือแร่โปแตสเซียมในเลือดต่ำ อีกชนิดหนึ่งได้แก่เนื้องอกที่สร้างฮอร์โมน catecholamines เรียกว่าโรค Pheochromocytoma ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตสูงร่วมกับใจสั่น
  • · โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบ Coarctation of the aorta พบได้น้อยเกิดจากหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบบางส่วนทำให้เกิดความดันโลหิตสูง
  • · ยาคุมกำเนิด
  • · ยาโคเคน ยาบ้า


วิธีลดความดันสูง ด้วยการรักษาทางเลือก (ชีวจิต)

ผู้สูงอายุหลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่าความดันโลหิตสูงไม่อันตราย เพราะการที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเริ่มแรกนั้นมักจะไม่มีอาการแสดงให้รู้ แต่จะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป จึงได้รับสมญานามว่าเป็น "ฆาตกรเงียบ" เมื่อปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษา จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมามากมาย เช่น จอประสาทตาเสื่อม ไตวาย อัมพาต หรือหลอดเลือดหัวใจอุดตัน


หากพบความดันโลหิตสูงผิดปกติ ควรรีบดูแลรักษาและปรับพฤติกรรมตามหลักปัญจกิจ หรือร่วมกับ 5 แนวทางการรักษาทางเลือกที่เรานำมาฝากกันค่ะ

1. คันธบำบัด มีคำแนะนำมากมายจากอโรมาเทอราปิสต์ ให้ใช้น้ำมันหอมระเหยบางชนิดช่วยบำบัดอาการและทำให้ผ่อนคลาย เช่น น้ำมันหอมละเหยกลิ่นคาโมไมล์ ลาเวนเดอร์
2. การบำบัดด้วยอาหาร ด้วยการลดปริมาณเกลือโซเดียม และหันมาเพิ่มอาหารที่มีธาตุโพแทสเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งมีมากในผักและผลไม้สด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้วย มันฝรั่ง และ ผักใบเขียวต่าง ๆ เช่น เซเลอรี่ (ขึ้นฉ่ายฝรั่ง) ซึ่งถือเป็นผักที่ดีในการลดความดันโลหิต
3. การบำบัดด้วยสมุนไพร การดื่มน้ำสมุนไพรจากขึ้นฉ่าย กระเจี๊ยบแดง และบัวบก เป็นต้น
4. การผ่อนคลายและทำสมาธิ เทคนิคการทำสมาธินั้นมีประโยชน์ช่วยรักษาระดับความดันโลหิต จากการศึกษามีคำแนะนำว่า การทำสมาธิ 20 นาที วันละ 2 ครั้ง จะช่วยลดความดันโลหิตได้

5. โสตบำบัด (การบำบัดด้วยเสียง) คำแนะนำจากนักวิจัยเพื่อช่วยลดความดันโลหิต คือให้ฟังเพลงที่ช่วยลดความดันโลหิต คือให้ฟังเพลงที่ช่วยผ่อนคลายแล้วหายใจเข้าออกลึก ๆ แล้วปล่อยให้ตัวเองซึมซับเอาพลังงานเสียงเข้าไว้

6. การออกกำลังกายด้วยศาสตร์ทางกายภาพบำบัด ตามคำกล่าวที่ว่ากีฬาคือยาวิเศษการออกกำลังกายด้วยศาสตร์ทางกายภาพบำบัดเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยป้องกันและช่วยรักษาโรคนี้ ความดันโลหิตสูงนั้นป้องกันได้ถ้าเริ่มต้นปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวคุณสู่วิถีชีวิตที่มีความสุขทั้งกายและใจตั้งแต่วันนี้ค่ะ

 

สาเหตุของความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงมีอยู่ 2 ชนิดได้แก่

โรคความดันโลหิตที่ไม่ทราบสาเหตุ Primary hypertension

หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า essential hypertension เป็นความดันโลหิตสูงที่พบมากที่สุด กลุ่มนี้ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดมักจะมีสาเหตุหลายองค์ประกอบรวมกัน พบว่าผู้ป่วยร้อยละ 95 เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มนี้ แต่มักจะพบว่าผู้ป่วยกลุ่มความดันโลหิตสูงนี้มีความสัมพันธ์กับปัจจัยดังต่อไปนี้

· การรับประทานอาหารเค็มซึ่งจากการศึกษาพบว่าการรับประทาน อาหารเค็ม จะมีส่วนทำให้เกิดความดันโลหิตสูง แนะนำว่าคนปรกติไม่ควรที่จะรับประทานเกลือเกิน 3.8 กรัมต่อวัน

· กรรมพันธุ์ เชื่อว่าพันธุกรรมจะมีผลต่อระบบฮอร์โมนทำให้มีการหลั่งสารเคมีมากไป Renin angiotensin มากทำให้ความดันโลหิตสูง

ความผิดปรกติของหลอดเลือดเนื่องมาจากโรคอ้วน อายุมาก เชื้อชาติ และการขาดการออกกำลังกาย

โรคความดันโลหิตที่ทราบสาเหตุ Secondary hypertension

เป็นความดันโลหิตสูงที่ทราบสาเหตุ พบได้ประมาณร้อยละ 5 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงสาเหตุที่พบได้บ่อยคือ

· โรคไต ผู้ป่วยที่มีหลอดแดงที่ไปเลี้ยงไตตีบทั้งสองข้างมักจะมีความดันโลหิตสูง

· เนื้องอกที่ต่อมหมวกไตพบได้สองชนิดคือชนิดที่สร้างฮอร์โมน hormone aldosterone ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีความดันโลหิตสูงร่วมกับเกลือแร่โปแตสเซียมในเลือดต่ำ อีกชนิดหนึ่งได้แก่เนื้องอกที่สร้างฮอร์โมน catecholamines เรียกว่าโรค Pheochromocytoma ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตสูงร่วมกับใจสั่น

· โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบ Coarctation of the aorta พบได้น้อยเกิดจากหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบบางส่วนทำให้เกิดความดันโลหิตสูง

· ยาคุมกำเนิด

· ยาโคเคน ยาบ้า

วิธีลดความดันสูง ด้วยการรักษาทางเลือก (ชีวจิต)

ผู้สูงอายุหลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่าความดันโลหิตสูงไม่อันตราย เพราะการที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเริ่มแรกนั้นมักจะไม่มีอาการแสดงให้รู้ แต่จะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป จึงได้รับสมญานามว่าเป็น "ฆาตกรเงียบ" เมื่อปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษา จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมามากมาย เช่น จอประสาทตาเสื่อม ไตวาย อัมพาต หรือหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
หากพบความดันโลหิตสูงผิดปกติ ควรรีบดูแลรักษาและปรับพฤติกรรมตามหลักปัญจกิจ หรือร่วมกับ 5 แนวทางการรักษาทางเลือกที่เรานำมาฝากกันค่ะ

1. คันธบำบัด มีคำแนะนำมากมายจากอโรมาเทอราปิสต์ ให้ใช้น้ำมันหอมระเหยบางชนิดช่วยบำบัดอาการและทำให้ผ่อนคลาย เช่น น้ำมันหอมละเหยกลิ่นคาโมไมล์ ลาเวนเดอร์
2. การบำบัดด้วยอาหาร ด้วยการลดปริมาณเกลือโซเดียม และหันมาเพิ่มอาหารที่มีธาตุโพแทสเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งมีมากในผักและผลไม้สด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้วย มันฝรั่ง และ ผักใบเขียวต่าง ๆ เช่น เซเลอรี่ (ขึ้นฉ่ายฝรั่ง) ซึ่งถือเป็นผักที่ดีในการลดความดันโลหิต
3. การบำบัดด้วยสมุนไพร การดื่มน้ำสมุนไพรจากขึ้นฉ่าย กระเจี๊ยบแดง และบัวบก เป็นต้น
4. การผ่อนคลายและทำสมาธิ เทคนิคการทำสมาธินั้นมีประโยชน์ช่วยรักษาระดับความดันโลหิต จากการศึกษามีคำแนะนำว่า การทำสมาธิ 20 นาที วันละ 2 ครั้ง จะช่วยลดความดันโลหิตได้

5. โสตบำบัด (การบำบัดด้วยเสียง) คำแนะนำจากนักวิจัยเพื่อช่วยลดความดันโลหิต คือให้ฟังเพลงที่ช่วยลดความดันโลหิต คือให้ฟังเพลงที่ช่วยผ่อนคลายแล้วหายใจเข้าออกลึก ๆ แล้วปล่อยให้ตัวเองซึมซับเอาพลังงานเสียงเข้าไว้

6. การออกกำลังกายด้วยศาสตร์ทางกายภาพบำบัด ตามคำกล่าวที่ว่ากีฬาคือยาวิเศษการออกกำลังกายด้วยศาสตร์ทางกายภาพบำบัดเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยป้องกันและช่วยรักษาโรคนี้ ความดันโลหิตสูงนั้นป้องกันได้ถ้าเริ่มต้นปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวคุณสู่วิถีชีวิตที่มีความสุขทั้งกายและใจตั้งแต่วันนี้ค่ะ

Last Updated on Saturday, 03 October 2015 13:18
 
โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune disease)

คำจำกัดความง่ายๆ ของโรคภูมิทำลายตนเอง ก็คือ เป็นโรคที่ร่างกายมีการโจมตีตนเอง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเรา สูญเสียความสามารถในการแยกแยะ ระหว่างเซลล์ที่เป็นของตนเอง กับเซลล์ของผู้รุกราน ทำให้ภูมิคุ้มกันของเราเบนเข็มมาโจมตีร่างกายตนเอง โดยสร้างสารโปรตีนที่เรียกว่า ออโตแอนติบอดี้ (Autoantibody) ซึ่งสารนี้ ทำให้เกิดการอักเสบ และความเสียหายในอวัยวะซึ่งเป็นเป้าโจมตี และหากเป็นอวัยวะที่สำคัญในร่างกายก็อาจทำให้คนไข้สูญเสียชีวิตได้

 

 

autoimmune

 

ปัจจุบันมีโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคภูมิทำลายตนเอง มากกว่าร้อยชนิด อุบัติการณ์การเกิดโรค เพิ่มขึ้นสองถึงสามเท่าตัวในทศวรรษที่ผ่านมา มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ป่วย เป็นเพศหญิง สาเหตุของการเกิดโรค เชื่อว่ามาจากหลายปัจจัย มีการศึกษาวิจัยมากมาย แต่ยังไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด ปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น การติดเชื้อได้แก่ไวรัส แบคทีเรีย,สารพิษจากสิ่งแวดล้อม,ยาบางชนิด, แสงแดด

พื้นฐานกลไกการเกิดพฤติกรรมการทำลายตนเอง คือสิ่งที่เรียกว่า ความเหมือนกันทางโมเลกุล (Molecular mimicry) ระหว่างสิ่งแปลกปลอม กับเซลล์ร่างกายของเราเอง เช่น โปรตีนจากเซลล์ของเชื้อโรค หรือ แม้แต่อาหาร

อาการแรกเริ่มของโรคอาจไม่จำเพาะ คนไข้อาจมีอาการเพียง เหนื่อย เพลีย อ่อนล้าง่าย มึนงง ไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือปวดข้อ จนกระทั่งมีอาการที่เริ่มรุนแรงหรือมีอาการแสดงของอวัยวะที่ถูกภูมิคุ้มกันทำลายชัดเจนขึ้นตามมา

โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองจำแนกกว้างๆได้เป็น


1. โรคที่มีการทำลายจำเพาะอวัยวะ (Organ specific) เช่น


  • มีการทำลายที่ตับอ่อนในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 DM)
  • มีการทำลายเซลล์เยื่อบุลำไส้ ในผู้ป่วย Inflammatory Bowel Disease
  • ภาวะที่มีการทำลายที่เม็ดสีในผิวหนัง ในผู้ป่วยโรคด่างขาว (Vitiligo)
  • มีการทำลายปลอกหุ้มเซลล์ประสาทในสมองและไขสันหลัง ในผู้ป่วย Multiple sclerosis
  • มีการอักเสบของต่อมไทรอยด์ ในผู้ป่วยโรค Hashimoto's thyroiditis
2.  โรคที่มีการทำลายอวัยวะหลายระบบ (Systemic) เช่น
    เอส แอล อี (SLE) เป็นโรคที่มีการทำลาย เยื่อบุ ผิวหนัง ข้
  • อต่อ และอวัยวะภายในหลายระบบ โดยเฉพาะ ไต หัวใจ สมอง เม็ดเลือดแดง ผู้ป่วยอาจมาด้วยอาการ ผื่นรูปผีเสื้อบริเวณใบหน้า ผื่นแพ้แสงแดด ผมร่วง แผลในปาก ปวดข้อ หรือข้ออักเสบ มีไข้เรื้อรัง น้ำหนักลด ภาวะไตอักเสบทำให้มีอาการบวม, ปัสสาวะเป็นฟอง ภาวะซีดจากเม็ดเลือดแดงแตก หรือแม้แต่อาการทางสมอง เช่นมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ปวดศีรษะ ชักเกร็ง

  • ข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) เป็นโรคที่มีการอักเสบและทำลายของข้อต่อต่างๆ ตามร่างกาย ทำให้เกิดอาการปวด บวม ข้ออักเสบ ข้อติดแข็ง หากเป็นเรื้อรังก็จะทำให้เกิดข้อผิดรูป หรือพิการตามมาได้

  • โรคหนังแข็ง (Scleroderma) เป็นโรคที่มีการอักเสบและทำลายของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเช่น ผิวหนังชั้นหนังแท้ ผู้ป่วยจะมีอาการผิวหนังแข็งหนา ตึง ที่ใบหน้า แขน ขา มือ ปลายนิ้วมือขาดเลือด ทำให้มีอาการปวดโดยเฉพาะเมื่อเจออากาศเย็น ผนังลำไส้ เช่นหลอดอาหาร มีการตีบแข็ง ทำให้กลืนลำบาก หากเกิดที่ปอด ทำให้เกิดพังผืดที่ปอด ทำให้ผู้ป่วยหายใจลำบากและอาจเสียชีวิตจากภาวะหายใจล้มเหลวได้

การรักษาโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองในปัจจุบัน มุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการเจ็บปวด และลดการอักเสบโดย ใช้ยากลุ่ม NSAIDs (Non-steroidal anti-inflammatory drugs) ในรายที่อาการไม่รุนแรง หากรุนแรงขึ้นก็อาจต้องให้ร่วมกับยากลุ่มสเตียรอยด์ หรือ แม้แต่ยากดภูมิต้านทาน ซึ่งผลข้างเคียงของยาดังกล่าว มีมากมาย เช่น สเตียรอยด์ ทำให้ตัวบวมหน้าบวม เสี่ยงเบาหวาน กระดูกพรุน ติดเชื้อง่าย, ยากดภูมิคุ้มกันบางชนิด เป็นพิษต่อตับ ทำให้เม็ดเลือดขาวลดลง เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งไปแทน แต่ถามว่ายาผลข้างเคียงอันตราย ทำไมแพทย์จำเป็นต้องให้ ถ้าโรคลุกลามรุนแรง แพทย์ก็ต้องให้เพื่อลดการอักเสบที่อันตรายให้ลดลงมาก่อน เพื่อช่วยชีวิต และป้องกันความทุพพลภาพที่อาจเกิดตามมาของผู้ป่วย แต่ในระยะยาว เนื่องจากโรคเหล่านี้มักเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ต้องควบคุมอาการ หรือ แม้แต่บางคนต้องทานยาไปตลอด ดังนั้น คนไข้มีโอกาสจะเกิดโรคที่เกิดจากผลข้างเคียงของยาตามมาในที่สุด

การรักษาโรคภูมิทำลายตนเองที่ยังไม่ไปถึงต้นตอของโรค ก็เปรียบเสมือนพยายามไล่ดับไฟที่ลามออกไปตรงนู้นตรงนี้ โดยมิได้มาจัดการที่ต้นเพลิง ยิ่งนานวันก็ยิ่งอ่อนแรง เพราะไล่ดับไป ก็เหมือนจะไม่มีวันหมดเสียที คนที่ประสบกับโรคกลุ่มนี้เชื่อว่า จะเข้าใจความรู้สึกของการต่อสู้ในสงครามที่เหมือนจะไม่มีวันชนะได้เป็นอย่างดี หลายๆคนจีงเริ่มมองหาทางเลือกอื่นที่จะช่วยขจัดรากเหง้าของปัญหาไปได้

การรักษาแบบบูรณาการได้มองว่า ร่างกายมนุษย์มีความมหัศจรรย์ในตัวเอง จริงๆแล้วร่างกายคนเราทำงานโดยตอบสนองต่อเหตุที่เกิดอย่างตรงไปตรงมา การที่ร่างกายมีผลตอบสนอง(effect)เป็นภูมิคุ้มกันเกิดจากร่างกายพยายามจำกัดสิ่งที่ดูจะแปลกปลอม(cause)ให้ออกไปให้ได้ จากที่เราเห็น การเพิ่มขึ้นของอุบัติการณ์ของโรค ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตการกินอยู่ของคนในยุคปัจจุบัน การเพิ่มขึ้นของสารเคมีใหม่กว่า 80,000 ชนิด ตั้งแต่ปี 1900 คนในยุคปัจจุบันกำลังสะสมสารเคมีต่างๆอยู่ในร่างกายโดยไม่รู้ตัว มีงานวิจัยที่ตรวจสอบเลือดจากสายสะดือของทารกแรกเกิด พบสารเคมีจากอุตสาหกรรมกว่า 287 ชนิด เช่น ยาฆ่าแมลง,สารไดอ็อกซิน,เทฟลอน,โลหะหนัก(ปรอท,ตะกั่ว) ในเลือดสายสะดือของทารกที่ยังไม่ได้ออกมาเผชิญโลกภายนอกเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งการใช้ยาบางอย่างที่ส่งผลต่อสุขภาพของลำไส้ทำให้ โปรตีน หรือ สารพิษที่ปกติแล้วไม่ควรเข้าไปในระบบเลือดและน้ำเหลืองของร่างกายได้ สามารถเข้าไปกระตุ้นจนทำให้เกิดภูมิผิดปกติขึ้นมา

การรักษาของการแพทย์บูรณาการจึงประกอบไปด้วย

  1. การลดการอักเสบในร่างกายโดย H.O.T (Hematogenous Oxidation Therapy) ซึ่งเป็นการใช้ปฏิกิริยาของออกซิเจนและแสงยูวีในช่วงคลื่นพิเศษ ทำให้การไหลเวียนของระบบหลอดเลือดฝอยดีขึ้น ออกซิเจนในเนื้อเยื่อสูงขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น และลดการอักเสบที่ทำร้ายร่างกายลงได้
  2. การทำวัคซีนจากเลือดของผู้ป่วยเอง ( auto-vaccine ) เนื่องจากเลือดของผู้ป่วยมีโปรตีนที่ต่อต้านตัวเองอยู่เราจึงสกัดเอาสารก่อภูมินั้นมาทำเป็นวัคซีน เพื่อให้ร่างกายไปกำจัดเอาโปรตีนที่ไม่ต้องการดังกล่าวออกไป
  3. การตรวจหาและกำจัดสารพิษสะสมในร่างกาย ( Test for total toxic load and Chelation) เพื่อแก้ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับสาเหตุของการสร้างภูมิต่อต้านตนเองขี้นมา
  4. การดูแลสุขภาพของลำไส้ (Gut Health) ซึ่งเป็นหน้าด่านของการรับอาหารและโปรตีนแปลกปลอมเข้ามาในร่างกาย และ ตรวจสอบเรื่องของ ภาวะแพ้อาหาร ( Food sensitivity test )
  5. การปรับระบบภูมิคุ้มกันและซ่อมแซมอวัยวะที่เสียหายด้วย สารสกัดจากเซลล์ ( Cytoplasmic therapy)
  6. การให้สารอาหาร (Nutraceuticals) ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของร่างกาย,ทำให้ระบบขับสารพิษทำงานดีขึ้น และ ช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน

ถ้ามองในมุมกว้างขึ้น เราจะเข้าใจว่า โรคภูมิทำลายตนเอง เกิดมาอาจเพื่อเป็นสัญญาณเตือน ให้เรากลับมามองรูปแบบชีวิตที่เราใช้อยู่ว่า ทำไมอยู่ดีๆร่างกาย กลับมาประท้วงตัวเองไปได้ เรากำลังทำอะไรผิดเส้นทางอยู่หรือไม่ เมื่อเราคิดว่า เราจะกลับมากุมบังเหียนที่จะแก้ปัญหาที่รากเหง้า และใช้ชีวิตอย่างมีสมดุลขึ้น เชื่อว่า สงครามที่ดูเหมือนจะไม่สิ้นสุด ต้องจบลงแบบเราเป็นผู้ชนะได้อย่างแน่นอน

 

 

 
โรคเท้าแบน(Flat Feet)

โรคเท้าแบน จัดเป็นปัญหาหนึ่งของเท้าที่พบได้บ่อย ๆ บางคนอาจจะงง หรือแปลกใจว่าคือโรคอะไร ไม่เห็นเคยได้ยิน แล้วจะร้ายแรงขนาดไหน เป็นโรคติดต่อหรือเปล่า รักษาให้หายได้ไหม ถ้าอย่างนั้น ลองมาทำความรู้จักกับโรคนี้ รวมทั้งวิธีการรักษา และป้องกันในอนาคตกันนะครับ

Read more... [โรคเท้าแบน(Flat Feet)]
 
โรคสมองเสื่อม (Alzheimer's disease)

โรคนี้ค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) โดยจิตแพทย์ชาวเยอรมันชื่อว่า อาลอยส์ อัลซไฮเมอร์ (Alois Alzheimer) และถูกตั้งชื่อตามท่านโรคอัลไซเมอร์ Alzheimer's disease หรือ AD เป็นภาวะสมองที่พบได้บ่อยที่สุดโดยจะมีการเสื่อมของเซลล์สมองทุกส่วนเป็นแล้วไม่มีวันหาย ผู้ป่วยจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเอง ไม่สามารถแยกทุกผิด มีปัญหาในเรื่องการใช้ภาษา การประสานงานของกล้ามเนื้อเสียไป ความจำเสื่อม ในระยะท้ายของโรคจะสูญเสียความจำทั้งหมด

 

Read more... [โรคสมองเสื่อม (Alzheimer's disease)]
 
ไมเกรน(Migrain)

สาเหตุของปวดศีรษะไมเกรน

a

สาเหตุที่แท้จริงของปวดศีรษะไมเกรนยังไม่มีใครทราบ

แต่เชื่อว่าสมองของผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนมีการไวในการตอบสนอง ต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจจะอยู่นอกร่างกาย หรืออยู่ภายในร่างกายทำให้หลอดเลือดมีการอักเสบ เมื่อหลอดเลือดขยายจึงปวดศีรษะ

 

อาการศีรษะไมเกรน

 

• ปวดศีรษะมักจะปวดข้างเดียว อาจจะสลับซ้ายขวาได้ ลักษณะปวดเป็นแบบตุ๊บๆๆๆ น้อยรายที่จะปวดพร้อมกันสองข้าง ปวดมากจนทำงานไม่ได้

• ปวดศีรษะมากจนทำงานไม่ได้ บางคนปวดจนน้ำตาไหล ส่วนใหญ่ปวด 4-72 ชั่วโมง

• ปัจจัยที่ทำให้ปวดศีรษะมากขึ้นคือการเคลื่อนศีรษะ

• หลังปวดศีรษะอาจมีอาการคลื่นไส้ ถ้าเป็นมากจะอาเจียน

• โดยมากจะมีสิ่งที่กระตุ้นทำให้ปวดศีรษะได้แก่ แสงจ้า เย็นหรือร้อนจัด เสียงดัง

• โดยมากเป็นในอายุน้อย

 

อาการปวดศีรษะมักจะเริ่มช่วงวัยรุ่นเมื่ออายุมากขึ้นอาการปวดศีรษะจะดีขึ้น บางครั้งผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนอาจจะมีอาการนำ aura เช่นเห็นแสงแลบ ตามองไม่เห็น ชาซีกใดซีกหนึ่งเราเรียก classic migrain อาการปวดมักปวดบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา ขมับและขากรรไกร อาการปวดมักปวดข้างใดข้างหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการนำเรียก common migrain ไม่เกรนเป็นโรครักษาไม่หายขาดแต่ถ้าเข้าใจและปฏิบัติตามคำแนะนำสามารถทำให้ควบคุมโรคได้

 

อาการดังต่อไม่นี้ไม่ควรคิดถึงไมเกรน

 

• ผู้ป่วยปวดศีรษะหลังอายุ50 ปี

• อาการปวดศีรษะปวดขึ้นทันที โดยมากเกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก

• อาการปวดศีรษะเป็นบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้นนานขึ้น

• อาการปวดศีรษะพบร่วมกับ ไข้ คอแข็ง ผื่น

• มีอาการทางระบบประสาทอื่น เช่น ชัก อ่อนแรงของแขนขาข้างใดข้างหนึ่ง

 

การรักษาไมเกรน


การรักษาไมเกรนให้ได้ผลดีผู้ป่วยจะต้องทราบถึงสาเหตุที่กระตุ้นให้ปวดศีรษะ และมีส่วนร่วมในการรักษาโดยมีสมุดจดบันทึกปัจจัยชักนำให้ปวดศีรษะ อาการปวดศีรษะเป็นอย่างไรหลังจากหลีกเลี่ยงปัจจัยชักนำ การปรับยาของแพทย์ทำให้ปวดศีรษะดีขึ้นหรือไม่ ควรไปตามนัดทุกครั้งเพื่อประเมินผลการรักษา แบ่งการรักษาเป็นสองหัวข้อคือ ควบคุมปัจจัยชักนำ และการรักษาด้วยยา

 

1. การควบคุมปัจจัยชักนำ

ปัจจัยชักนำมิใช่สาเหตุแต่เป็นเพียงปัจจัยเริ่มที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ผู้ป่วยแต่ละคนอาจจะมีปัจจัยชักนำไม่เหมือนกัน

• อาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นไมเกรน เช่น แอลกอฮอล์โดยเฉพาะไวน์แดง ผงชูรส อาหารที่มี tyramine เช่น เนย นม ชอคโกแลต กล้วยหอม ผงชูรส ผลไม้ประเภทส้ม กาแฟและชา

• การนอน ควรนอนให้เป็นเวลาและนอนให้พอ ตื่นให้เป็นเวลา

• ฮอร์โมน ผู้หญิงเมื่ออายุมากขึ้นอาการจะปวดดีขึ้น การตั้งครรภ์ในระยะเริ่มแรกปวดศีรษะจะเป็นมากระยะหลังตั้งครรภ์อาการปวดจะดีขึ้น การรับประทานยาคุมกำเนิดจะทำให้ปวดศีรษะมากขึ้น

• ความเครียด พยายามควบคุมความเครียด หาเวลานั่งพักหลับตาหยุดคิดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

• ปัจจัยสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ อากาศ แสงไฟกระพริบ กลิ่นที่ฉุนเฉียว

2. การรักษาไมเกรนด้วยยา

การรักษาด้วยยาแบ่งออกเป็นการรักษาเมื่อมีอาการปวดศีรษะ [acute treatment] และการรักษาเพื่อป้องกัน [preventive treatment] จะใช้ในกรณีที่ปวดศีรษะรุนแรงและบ่อย


การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา


มีรายงานว่าการรักษาโดยไม่ต้องใช้ยาก็สามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะ

• การทำสมาธิ

• การจัดการกับความเครียด

• การฝังเข็ม

• การออกกำลังกาย

 

 
<< Start < Prev 1 2 3 4 5 6 7 Next > End >>

Page 2 of 7