ติดต่อเราได้ที่
icons8-cell-phone-40 086-564-5326 icons8-cell-phone-40 02-003-4318
Wednesday, 13 Nov 2019

เมนูหลัก

facebook
recruit
download

สมัครสมาชิกรับข่าวสาร

Name:
Email:

เว็บไซต์อื่นๆ

 

ptlogo

ptlogo2

pt3

mahidol

chula

hua

webindexthai

โรคอัมพาตใบหน้า (Bell’ Palsy)

 

 

image001


โรคนี้เกิดขึ้นมานานกว่า ๒๐๐ ปีแล้วแต่ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยคุ้นเคย ทำให้สงสัยกันว่าเป็นได้อย่างไร อะไรคือสาเหตุ เป็นแล้วหายไหม หรือเป็นอาการเริ่มแรกของคนเป็นอัมพาตครึ่งซีก

 

สาเหตุ

จริงๆแล้วเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนของการเกิดโรคแต่สันนิษฐานว่าเกิดจาการติดเชื้อไวรัสโดยเฉพาะเชื้อเริม ของเส้นประสาทสมองคู่ที่ ๗ ที่เรียกว่า เส้นประสาทใบหน้า (facial nerve) ที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้าทำให้ไม่ทำงานชั่วคราว ส่งผลให้กล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีกด้านนั้นเป็นอัมพาต และมักจะมีอาการแบบปัจจุบันทันด่วน เช่น ตื่นนอนตอนเช้าก็พบว่าปากเบี้ยว หลับตาไม่สนิท ทำให้เกิดความวิตกกังวลแก่ผู้ป่วยว่าจะเป็นโรคเดียวกับอัมพาตครึ่งซีกหรือไม่ อันที่จริงแล้วทั้งสองโรคนี้เป็นคนละโรคกัน คือโรคอัมพาตครึ่งซีกนั้นเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง เช่น มีเส้นเลือดในสมองแตก มีลิ่มเลือดมาอุดตันเส้นเลือดในสมอง ทำให้แขน-ขาครึ่งซีกอ่อนแรงบางรายอาจมีปากเบี้ยวร่วมด้วย แต่ยังสามารถหลับตาหรือยักคิ้วได้ ส่วนโรคอัมพาตใบหน้าจะเกิดความผิดปกติที่เส้นประสาทสมองคู่ที่ ๗ ที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้าเท่านั้น แขนขาทั้งสองข้างแข็งแรงเป็นปกติ

 

image002


อาการ

มักเกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน( เช่น ตื่นนอนตอนเช้า) จะพบว่ามีมุมปากข้างหนึ่งตก หลับตาข้างเดียวกันนั้นได้ไม่สนิท ปากเบี้ยวไปข้างหนึ่งขณะยิ้มหรือยิงฟัน เวลากลืนน้ำจะมีน้ำไหลมาที่มุมปากข้างนั้น ไม่สามารถยักคิ้วขึ้นได้ จะสามารถสังเกตเห็นอาการได้ชัดเวลาผู้ป่วยพูด ยิ้มหรือกระพริบตา บางคนไปพบแพทย์เนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองพูดไม่ชัด ผิวปากไม่ได้ บางคนรู้สึกว่าหน้าบวมหรือชาครึ่งซีก นอกจากนี้อาจมีอาการลิ้นครึ่งซีกชาและรับรสไม่ได้ หูข้างเดียวกันนั้นอาจมีอาการปวดและรู้สึกหูอื้อได้ ตาแห้งหรือมีน้ำตาไหลข้างเดียวเนื่องจากระคายเคืองฝุ่นละอองเนื่องจากตาผิดได้ไม่สนิท

ทั้งนี้แรงของกล้ามเนื้อแขนและขาของผู้ป่วยยังปกติอยู่ ไม่มีอาการอ่อนแรง

 

การรักษา

จะแบ่งออกได้เป็น ๓ ทางคือ

  1. การรักษาทางยา จะให้ได้ผลดีต้องกระทำโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เพราะถ้าหากปล่อยนานเกิน ๑ สัปดาห์มักจะไม่ได้ผล๑ ยาที่ใช้จะเป็นในกลุ่มสเตอรอยด์ เป็นเวลานาน ๗-๑๐ วัน มักจะมีการฟื้นและหายได้อย่างดีถึงร้อยละ ๙๕ การใช้ยากลุ่มนี้ต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์เท่านั้นเนื่องจากมีผลข้างเคียงค่อนข้างอันตราย ไม่ควรซื้อยาทานเอง นอกจากนี้อาจให้ยาในกลุ่มวิตามินบีรวม หรือยาที่มีฤทธิ์รักษาเส้นประสาทส่วนปลายด้วย ทั้งนี้แพทย์อาจใช้ยาป้ายตาที่เป็นยาปฏิชีวนะ ทาข้างที่มีอาการวันละ ๒-๓ ครั้ง๒ เพื่อป้องกันไม่ให้ตาได้รับการระคายเคืองจนเกิดการอักเสบ แพทย์จะนัดผู้ป่วยมาติดตามการรักษาเป็นระยะๆ จนกว่าจะแน่ใจว่าหายดี โดยทั่วไปมักจะใช้เวลา ๑-๓ สัปดาห์
  2. การรักษาทางกายภาพบำบัด ใช้การกระตุ้นไฟฟ้าเพื่อชะลอการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อใบหน้าที่เป็นอัมพาตไม่ให้ลีบเล็กลง การใช้ความร้อนประคบบริเวณใบหน้าที่มีอาการอ่อนแรงเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต รวมทั้งการรักษาโดยใช้การออกกำลังกายกล้ามเนื้อใบหน้า เพื่อฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อในขณะที่รอการฟื้นตัวของเส้นประสาทในอนาคต การรักษาด้วยการออกกำลังกายดังกล่าวถือเป็นวิธีการที่ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงและเป็นการรักษาที่ผู้ป่วยสามารถช่วยทำได้บ่อย ๆ วันละหลายๆครั้ง ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป
  3. การรักษาโดยการผ่าตัด ศัลยแพทย์จะเข้ามามีบทบาทในเฉพาะกรณีที่มีอาการของโรครุนแรงและไม่หาย คือผู้ป่วยยังคงมีอาการหลงเหลืออยู่นานเกิน ๙ เดือนขึ้นไป โดยเฉพาะในรายที่เป็นผลมาจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ ๗ ถูกทำลายหรือฝ่อลีบ เช่น ผ่าตัดแก้ไขหนังตาที่ปิดไม่สนิท การต่อและเลี้ยงเส้นประสาทสมองคู่อื่นเพื่อนำมาใช้ทดแทนเส้นประสาทสมองคู่ที่ ๗

อาการแทรกซ้อน

ผู้ป่วยอาจมีอาการตาอักเสบเนื่องมาจากการปิดตาไม่สนิท ทำให้มีฝุ่นละอองเข้ามาทำให้เกิดความระคายเคือง มีอาการตาแห้งต้องอาศัยการหยอดน้ำตาเทียมช่วยมิเช่นนั้นอาจทำให้แก้วตามีปัญหาได้

 

การดูแลตัวเองหลังเกิดอาการ

  • ใช้น้ำตาเทียมเพื่อป้องกันตาแห้ง
  • ใช้ยาขี้ผึ้งป้ายตาก่อนนอนหรือใช้ที่ครอบตาป้องกันฝุ่นเข้าตาขณะนอนหลับ
  • สวมแว่นเวลาออกนอกบ้านเพื่อกันลมและฝุ่นละออง
  • ห้ามขยี้ตาข้างที่ปิดไม่สนิท
  • ทำกายภาพบำบัดโดยการออกกำลังกายกล้ามเนื้อใบหน้าเป็นประจำ