ติดต่อเราได้ที่
icons8-cell-phone-40 086-564-5326 icons8-cell-phone-40 02-003-4318
Wednesday, 21 Apr 2021

เมนูหลัก

facebook
recruit
download

สมัครสมาชิกรับข่าวสาร

Name:
Email:

เว็บไซต์อื่นๆ

 

ptlogo

ptlogo2

pt3

mahidol

chula

hua

webindexthai

โรคต่างๆ


อาการปวดหลังร้าวลงขา

images_1

อาการปวดหลังเรื้อรัง เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยทั่วไป ทั้งอาการปวดหลังเฉียบพัน อาการปวดร้าวลงขาแบบเฉียบพลัน แต่นับว่ายังโชคดีที่กว่าร้อยละ 70 ของอาการปวดหลังในบุคคลทั่วไปสามารถทุเลาได้เองภายใน 2 สัปดาห์ และมากกว่าร้อยละ 90 ที่สามารถทุเลาได้เองภายใน 4 – 6 สัปดาห์  การอักเสบตึงเครียดบริเวณข้อต่อ กล้ามเนื้อ หรือหมอนรองกระดูกบริเวณส่วนหลังของร่างกาย มักจะเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการปวดหลัง กิจกรรมการเคลื่อนไหวบางอย่างโดยเฉพาะการยกของหนักบ่อยๆ การก้ม และการบิดเอี้ยวตัว ก็สามารถทำให้อาการปวดหลังแย่ลงได้ อากัปกิริยาที่ไม่ถูกต้องตามหลักสุขลักษณะบางอย่าง หรือปัญหาทางสุขภาพ เช่น การติดเชื้อที่บริเวณอื่น โรคภูมิแพ้บางชนิด โรคข้ออักเสบเรื้อรัง ความเครียดของจิตใจก็สามารถทำให้อาการปวดหลังแย่ลงได้เช่นกัน   บทความนี้นี้จัดทำขึ้นเพื่ออธิบายภาพรวมของปวดหลังเรื้อรัง และแนวทางการดูแลรักษาตามลำดับขั้นตอนและเวลา ที่จะเกิดขึ้นระหว่างการฟื้นฟูร่างกายจากโรคปวดหลังนี้ รวมไปถึงต้นเหตุของอาการปวดหลัง วิธีการง่ายๆ สำหรับดูแลและบรรเทาอาการปวด และสัญญาณเตือนที่บ่งชี้ว่าท่านต้องการการรักษาแบบเฉพาะทางมากขึ้น ข้อแนะนำวิธีป้องกันการเกิดซ้ำของปวดหลังเรื้อรัง เช่น ท่าบริหารสำหรับโรคปวดหลัง

 

 

ประเภทของโรคปวดหลัง

  • อาการปวดหลังแบบเฉียบพลัน
    อาการปวดหลังที่แสดงอาการปวดหลังติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน 6 สัปดาห์หรือน้อยกว่า แต่ไม่ได้ปวดร้าวลงไปตามแนวขา เรียกว่า อาการปวดหลังแบบเฉียบพลัน ซึ่งมักเกิดจากกล้ามเนื้อเอวตึงเคล็ด หรือข้อต่อ เอ็นบริเวณรอบกระดูกสันหลังอักเสบส่งผลให้เกิดอาการปวด ทรมาน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะอาการค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 2 - 3 วัน หลังจากได้รับการรักษา
  • อาการปวดร้าวลงขาแบบเฉียบพลัน
    อาการปวดร้าวลงขาแบบเฉียบพลัน เป็นอาการประเภทหนึ่งของโรคปวดหลัง ซึ่งจะแสดงอาการปวดติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน 6 สัปดาห์หรือน้อยกว่า และยังปวดร้าวลงไปยังบริเวณสะโพกและขาอีกด้วย อาการประเภทนี้อาจจะเกิดจากโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาท ระยะเวลาที่อาการจะทุเลาจะกินเวลานานกว่าอาการปวดหลังแบบเฉียบพลัน และการกระทบกระเทือนของเส้นประสาทบริเวณหลังมักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดที่รุนแรงกว่า
  • อาการปวดหลังและปวดร้าวลงขา แบบเรื้อรัง (ปวดหลังเรื้อรัง อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม)
    อาการปวดหลังและปวดร้าวลงขาที่กินระยะเวลานานกว่า 6 สัปดาห์ จัดเป็นอาการในกลุ่มโรคเรื้อรัง อาทิเช่น กระดูกสันหลังตีบแคบเบียดเส้นประสาท การรักษาเฉพาะทางถือเป็นสิ่งจำเป็น แพทย์ประจำตัวท่านอาจจะแนะนำท่านไปยังแพทย์ผู้ที่ชำนาญเฉพาะทางด้านโรคที่เป็นต้นเหตุของปัญหาปวดหลังเรื้อรัง อาทิเช่น แพทย์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือศัลยแพทย์ระบบประสาท

สัญญาณเตือนปวดหลังเรื้อรัง

ในบางสถานการณ์แพทย์อาจต้องทำการตรวจทางกายภาพเพื่อยืนยันถึงสาเหตุอาการปวดหลังที่ไม่ปกติ ท่านควรให้ความร่วมมือแก่แพทย์โดยการบอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของอาการของโรคอยู่เสมอ อาจมีการนัดหมายเพื่อติดตามอาการภายใน 1 – 3 สัปดาห์หลังจากการตรวจครั้งแรกในรายที่แพทย์มีความเห็นว่าจำเป็นอาจมีการตรวจเพิ่มเติมทางรังสี และหากท่านมีอาการดังนี้ต่อไปนี้โปรดรายงานให้แพทย์ทราบทันที

  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการปวดเฉพาะช่วงกลางคืนอย่างต่อเนื่อง
  • มีไข้
  • ปัสสาวะลำบาก
  • ขาอ่อนแรง
  • ปวดร้าวลงขา

 

การวินิจฉัยอาการโรคปวดหลังเรื้อรัง

การเอกซเรย์ไม่ใช่ขั้นตอนที่จำเป็นที่ต้องทำเป็นอันดับแรกสำหรับการรักษา การเอกซเรย์จะจำเป็นสำหรับโรคที่มีแผลบาดเจ็บร่วมด้วย (เช่น อาการปวดร้าวลงขา การพลัดตก หรืออุบัติเหตุทางรถยนต์) หรือในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 50 ปี และผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพอยู่แล้ว แพทย์อาจจะสั่งให้มีการทำการเอกซเรย์หากพบว่าอาการปวดหลังเกิดขึ้นมานานเกินกว่า 6 สัปดาห์ การตรวจจำพวก CT หรือ MRI อาจจะใช้ในกรณีที่พบอาการปวดร้าวลงขาแบบเรื้อรังร่วมด้วย และแพทย์ต้องการเห็นรายละเอียดของความผิดปกติมากขึ้น

 

การรักษาปวดหลังเรื้อรัง

วิธีปฏิบัติง่ายๆดังต่อไปนี้อาจจะช่วยควบคุมอาการปวดได้ โปรดปรึกษาแพทย์หากท่านรู้สึกว่ายังได้รับการบรรเทาอาการปวดหลังเรื้อรัง ไม่เพียงพอ

 

การนอนพักให้หายจากปวดหลังเรื้อรัง

การนอนราบบนเตียงให้เพียงพอเป็นการลดปวดขั้นพื้นฐานที่ควรจะปฏิบัติในทุกราย อย่างไรก็ตาม การนอนพักบนเตียงนานๆ ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องปวดหลัง ในความเป็นจริงแล้วการนอนพักบนเตียงเป็นระยะเวลานานมากกว่า 2 สัปดาห์ อาจจะยิ่งเพิ่มอาการปวดหลัง และอาการปวดร้าวลงขา ดังนั้น หากปวดมาก การนอนพักในช่วงแรกจึงไม่ควรเกิน 2-3 วัน และหลังจากนั้นให้ปฏิบัติกิจกรรมเบาๆ ตามสมควรจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

 

การประคบเย็น ประคบร้อน

น้ำแข็งหรือแผ่นประคบเย็นสามารถช่วยลดอาการปวดและอาการบวมจากกล้ามเนื้อตึงเคล็ดได้ดี ควรใช้น้ำแข็ง หรือแผ่นประคบเย็นประคบทิ้งไว้ครั้งละประมาณ 20 นาที จำนวน 3 – 4 ครั้งต่อวันในช่วง 2-3 วันแรกเพื่อบรรเทาอาการปวด ท่านสามารถเลือกใช้วิธีประคบด้วยน้ำอุ่นก็ได้หากวิธีนี้สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้มากกว่า โดยเฉพาะในรายที่มีอาการปวดร้าวลงขามักได้ผลดี

 

การรับประทานยาปวดหลังเรื้อรัง

ยาลดการอักเสบพื้นฐาน เช่น ไอบูโปรเฟน หรือแอสไพริน สามารถช่วยระงับอาการปวดและบวมบริเวณหลังได้ หากยาดังกล่าวออกฤทธิ์ระคายเคืองต่อกระเพราะอาหาร ควรเปลี่ยนเป็น อะเซตามิโนเฟน (พาราเซตามอล) หรือยาอื่นที่มีฤทธิ์ระคายเคืองน้อยกว่าทดแทน แพทย์อาจจะจ่ายยาคลายกล้ามเนื้อในช่วงระหว่าง 2 – 3 วันแรก เพื่อบรรเทาอาการตึงของกล้ามเนื้อ แต่ยาคลายกล้ามเนื้ออาจมีผลข้างเคียงทำให้ง่วงนอน บางกรณีแพทย์อาจสั่งสเตียรอยด์เพื่อบรรเทาอาการปวดร้าวลงขา อาจเป็นสเตียรอยด์ในรูปแบบของยารับประทานหรืออาจเป็นสเตียรอยด์ในรูปแบบฉีดได้เช่นกัน

 

อิริยาบถ การนอน และน้ำหนักตัว

การปรับเปลี่ยนอิริยบทต่างๆ ในชีวิตประจำวันจะช่วยป้องกัน และลดอาการปวดหลังได้ อิริยาบทที่ถูกสุขลักษณะนั้นจะทำให้จุดศูนย์ถ่วงของน้ำหนักตัวอยู่ในแนวตั้งตรง และช่วยลดแรงกดทับไปสู่กล้ามเนื้อส่วนหลังได้ วิธีลดการกดทับไปยังกล้ามเนื้อส่วนหลังขณะนั่งนั้น ทำได้โดยการเลือกใช้เก้าอี้ที่มีพนักพิงซึ่งเหมาะสมกับแผ่นหลัง หรือจัดหาหมอนมาหนุนบริเวณหลังไว้ หรือเปลี่ยนอิริยาบทท่านั่งบ่อยๆก็สามารถช่วยได้

เวลานอน หากนอนท่าหงายควรใช้หมอนหนุนใต้หัวเข่า หากนอนท่าตะแคงการใช้หมอนรองระหว่างขาสองข้างก็เป็นอีกวิธีที่มีประโยชน์มาก ท่านอนดังกล่าวถือเป็นท่านอนที่สบายที่สุด การนอน ที่นอนควรจะแน่นพอสมควร ไม่ควรใช้ฟูกฟองน้ำหรือเตียงสปริง เพราะหลังจะจมอยู่ในแอ่ง ทำให้กระดูกสันหลังแอ่น ปวดหลังเพิ่มขึ้นได้

โรคอ้วน ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เพิ่มแรงกดทับให้แก่หลัง การลดน้ำหนักเพียงเล็กน้อยสามารถลดอาการและป้องกันการปวดหลังได้

 

การบริหารความเครียด

แรงกดดันจากครอบครัว การงาน การเงินสามารถส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังได้ การบริหารความเครียดอย่างถูกวิธีในแต่ละวันนั้นสามารถช่วยฟื้นฟูอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดี ท่านสามารถขอคำแนะนำจากแพทย์ในทุกๆเรื่องที่สงสัย

 

การกลับคืนสู่กิจวัตรปกติ

การกลับไปทำงานหรือกิจวัตรประจำวันบ้างซัก 2 - 3 วันหรือสั้นกว่านั้น มีส่วนสำคัญในการช่วยฟื้นฟูร่างกาย การปรับเปลี่ยนภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ หรือจำกัดชั่วโมงในการทำงานอาจเป็นเรื่องจำเป็น ท่านอาจจะรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวไม่สะดวกบ้าง แต่การดำเนินกิจวัตรประจำวันนี้จะช่วยป้องกันหลังจากอาการอ่อนแรง และการปวดร้าวลงขา ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก หรือการก้ม และบิดเอี้ยวตัวซ้ำๆ


กายภาพบำบัดกับการลดอาการปวดหลัง

หากท่านประสบอาการปวดหลังอย่างรุนแรง ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ หรือหากท่านไม่สามารถกลับไปทำงาน ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ หรือมีอาการปวดหลังร้าวลงขาคล้ายการกดทับเส้นประสาท แพทย์อาจแนะนำให้ทำกายภาพบำบัดกระดูกสันหลัง

กายภาพบำบัดกระดูกสันหลังเหล่านี้ช่วยฟื้นคืนสภาพความแข็งแรง และความสามารถในการเคลื่อนไหวและการประกอบกิจกรรม ประกอบไปด้วยการบริหารท่าพิเศษ อุปกรณ์บรรเทาอาการปวดหลัง (อัลตราซาวนด์ ความร้อน ความเย็น) การสอนสุขศึกษาเกี่ยวกับการใช้งานกระดูกและกล้ามเนื้อหลัง การฝังเข็มแบบจีน เป็นต้น โดยเฉพาะในรายที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือมีแนวโน้มอาจมีการกดทับเส้นประสาท มีความจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการทำกายภาพบำบัดอย่างยิ่ง

 


การรักษาด้วยการผ่าตัด

การรักษาด้วยการผ่าตัด มักเป็นการรักษาที่ศัลยแพทย์กระดูกสันหลังเลือกใช้ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน อาทิเช่น มีอาการปวดอย่างรุนแรง หรือมีการกดทับเส้นประสาทจนเกิดการทำงานของเส้นประสาทผิดปกติ อ่อนแรง เดินไกลไม่ได้ เป็นต้นการผ่าตัดที่นิยม อาทิเช่น การผ่าตัดขยายช่องทางออกของเส้นประสาทที่กระดูกสันหลัง หรือการทำ Decompressive Laminectomy การผ่าตัดเพื่อนำหมอนรองกระดูกที่แตกเคลื่อนทับเส้นประสาทออกด้วยวิธีผ่าตัดผ่านกล้องจุลทรรศน์ หรือการทำ Microscopic Discectomy เป็นต้น โดยทั่วไปการผ่าตัดหากการเลือกผู้ป่วยทำได้ถูกต้องโอกาสประสบความสำเร็จมีสูงมากกว่าร้อยละ 90

 

การออกกำลังกาย

เพื่อช่วยให้การฟื้นฟูร่างกาย และฟื้นฟูอาการปวดหลัง และ ฟื้นฟูอาการปวดร้าวลงขาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันโรคอันเกี่ยวข้องกับปวดหลัง และปวดร้าวลงขา ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงควรหมั่นดูแลร่างกาย หลัง กล้ามเนื้อหน้าท้อง และขา ให้อยู่ในสภาพดีแข็งแรงอยู่เสมอ พยายามลุกเดินทุกวันเมื่อท่านสามารถเดินได้ และค่อยๆ เพิ่มกิจกรรมที่สามารถช่วยพัฒนาหลังให้แข็งแรง เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน

เริ่มออกกายบริหารหลังตามคำแนะนำที่บ้าน หรือภายใต้การดูแลของนักกายภาพ กายบริหารนี้ควรเริ่มปฏิบัติทันทีเมื่อท่านสามารถทำได้โดยไม่รู้สึกเจ็บปวด หลีกเลี่ยงท่ากายบริหารที่ส่งผลให้อาการปวดของท่านแย่ลง

กายบริหารประมาณครั้งละ 10 – 30 นาที วันละ 1 – 3 ครั้ง ในช่วงระหว่างการฟื้นตัว ดังภาพประกอบด้านล่าง ท่ากายบริหารนี้จะอธิบายถึงวิธีปฏิบัติ และขั้นตอนต่างๆ ซึ่งควรปฏิบัติภายใต้คำแนะนำของนักกายภาพ

Step
ท่าเริ่มต้นคือนอนหงาย ชันเข่าทั้ง 2 ข้างขึ้นและวางแขนทั้งสองข้าง ข้างลำตัว จังหวะที่ 1 เกร็งกล้ามเนื้อที่ท้องเพื่อกดหลังให้แนบกับพื้นนับ 1-5 ช้าๆ จังหวะที่ 2 คลายกล้ามเนื้อปล่อยพักตามสบายทำ 5-6 ครั้งในวันแรกแล้วเพิ่มขึ้นในวันถัดไป

Step
นอนหงาย ชันเข่าทั้ง 2 ข้างขึ้น จากนั้นใช้มือทั้ง 2 ข้างจับเข่าของขาข้างที่ต้องการยืดกล้ามเนื้อ ค่อยๆดึงเข่าเข้าหาลำตัวช้าๆ จนรู้สึกตึงบริเวณสะโพกเล็กน้อย ดึงค้างไว้นับ 1-5 คลายออก ทำซ้ำติดต่อกัน 5 ครั้งของเข่าแต่ละข้าง
ข้อควรระวัง หากรู้สึกตึงที่หัวไหล่มาก ควรจะย่อคอ ยกหัวไหล่และหลังขึ้นจากพื้นเล็กน้อย และไม่จำเป็นที่จะต้องดึงหัวเข่ามาให้ชิดหน้าอกของท่าน แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องให้กล้ามเนื้อยืดและรู้สึกตึงบริเวณสะโพก

 

Step
นอนหงาย ชันเข่าทั้ง 2 ข้างขึ้น จากนั้นใช้มือทั้ง 2 ข้างจับเข่าของขาทั้งสองข้าง ค่อยๆดึงเข่าเข้าหาลำตัวช้าๆ จนรู้สึกตึงบริเวณสะโพกเล็กน้อย โดยให้เอวและสะโพกไม่ลอยขึ้นจากพื้น ดึงค้างไว้นับ 1-10 คลายออก ทำซ้ำติดต่อกัน 5 ครั้ง

Step
นอนหงายเหยียดขาทั้งสองข้างตรง ขยับข้อเท้าทั้งสองข้างขึ้นลง กดส้นเท้ากับพื้นและเหยียดปลายเท้าขึ้นหลังจนรู้สึกตึงบริเวณสะโพกเล็กน้อย จากนั้นค่อยคลายออก ทำซ้ำติดต่อกัน 10 ครั้ง

 

 

 

 
เวียนหัว หรือเวียนศีรษะ (Dizziness)

เป็นคำกว้าง ๆ ที่ใช้เรียกอาการหมุนใน 2 ลักษณะ คือ รู้สึกวิงเวียนเหมือนสิ่งรอบตัวหมุน และอีกลักษณะคือรู้สึกโคลงเคลง หน้ามืดเหมือนจะวูบ

 

image001

ระบบการทรงตัวของร่างกายต้องอาศัยการทำงานประสานกันของอวัยวะหลายส่วน โดยสมอง ตา และหูจะเป็นส่วนหลักในการช่วยรักษาสมดุลของร่างกายในท่าทางต่าง ๆ ดวงตาจะช่วยในการรับรู้สภาพแวดล้อมภายนอก กล้ามเนื้อและข้อต่อต่าง ๆ จะช่วยในการรับรู้การเคลื่อนไหวแขน ขา และส่วนอื่นของร่างกาย รวมไปถึงการรับรู้การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งร่างกายผ่านทางประสาททรงตัวในหูชั้นในทั้ง 2 ข้าง ก่อนส่งสัญญาณไปที่สมองในการสั่งการร่างกาย เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นกับส่วนใดส่วนหนึ่งจากโรคต่าง ๆ หรือทำงานได้ไม่สอดคล้องกัน จึงทำให้ระบบการทรงตัวเสียไปชั่วขณะ

จากข้อมูลของภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีได้ทำการศึกษาอาการเวียนศีรษะ (รวมทุกประเภท) พบว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ถึงร้อยละ 61 และพบได้มากในกลุ่มผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอายุมากขึ้น

อาการเวียนหัว

เวียนหัวเป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง สามารถอธิบายได้ถึงความรู้สึกในหลายลักษณะดังนี้

  • ความรู้สึกเหมือนสภาพแวดล้อมหรือสิ่งรอบตัวมีการหมุน หรือที่เรียกว่า บ้านหมุน (Vertigo)
  • มีอาการเวียนหัวในลักษณะหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม (Lightheadedness)
  • ไม่สามารถควบคุมการทรงตัวได้ หรือทรงตัวไม่อยู่
  • มีอาการหนักหัว มึนงง ตื้อ ๆ
  • คลื่นไส้ อาเจียน

อาการเหล่านี้ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ขณะเดินหรือยืน หรือขณะเคลื่อนไหวร่างกายในท่าทางต่าง ๆ ทั้งนี้อาการอาจเกิดขึ้นชั่วขณะ เป็นพัก ๆ แล้วหายไป หรือนานเป็นวัน ๆ ซึ่งกระทบกระเทือนต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และอาจก่อให้เกิดอันตรายขึ้นได้หากเวียนหัวขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ

หากพบว่าอาการเวียนหัวรุนแรงขึ้น หรือเกิดความผิดปกติอื่นร่วมกับอาการเวียนหัว เช่น ความสามารถในการได้ยินเสียงลดลงหรือเกิดความผิดปกติ มีปัญหาในการพูด แขนขาอ่อนแรง หัวใจเต้นผิดปกติ เจ็บหน้าอก มีอาการชาตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หรือสาเหตุอื่นที่อธิบายไม่ได้ ควรรีบพบแพทย์อย่างเร่งด่วน เพื่อหาสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด

สาเหตุของอาการเวียนหัว

อาการเวียนหัวสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เพราะเป็นอาการกว้าง ๆ ที่เกี่ยวโยงไปได้ในหลายโรค แต่สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดอาการเวียนหัวมีดังนี้

ความผิดปกติของหูชั้นใน

ภายในหูชั้นในประกอบด้วยอวัยวะที่ควบคุมระบบการทรงตัว (Vestibular System) ที่คอยสร้างความสมดุลในการเคลื่อนไหวร่างกายในท่าทางต่าง ๆ เมื่อหูชั้นในเกิดความผิดปกติจากการติดเชื้อ การอักเสบ หรือเป็นผลมาจากโรคที่เกี่ยวข้องกับหูชั้นใน ก็ส่งผลให้ระบบการทรงตัวเกิดความผิดเพี้ยนตามไปด้วย

โรคที่เกี่ยวข้องกับหูชั้นในที่เป็นสาเหตุของการเวียนหัว เช่น

  • โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน (Benign Paroxysmal Positional Vertigo: BPPV) เกิดจากตะกอนหินปูน (Otoconia) ที่อยู่ในอวัยวะควบคุมการทรงตัวภายในหูชั้นในหลุดออกมาจากตำแหน่งเดิม ส่งผลให้เกิดอาการเวียนหัวในขณะเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ ซึ่งสาเหตุอาจการเกิดได้หลายประการ เช่น การเสื่อมตามวัย อุบัติเหตุที่กระทบต่อศีรษะอย่างรุนแรง ทำงานในสภาพที่ต้องก้ม ๆ เงย ๆ ขยับศีรษะซ้ำไปมาบ่อย ๆ
  • โรคประสาทหูชั้นในอักเสบ (Labyrinthitis) เป็นภาวะของประสาทหูชั้นในอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งการอักเสบของหูชั้นรอบ ๆ เส้นประสาทนี้จะส่งผลต่อระบบการทรงตัวของร่างกาย
  • โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s Disease) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของน้ำและแรงดันที่อยู่ภายในหูชั้นใน ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ หูอื้อหรือแน่นหู และการได้ยินลดลงหรือได้ยินเสียงผิดปกติ
  • ประสาทการทรงตัวอักเสบ (Vestibular Neuronitis) เกิดจากเส้นประสาทการทรงตัวจากท่อครึ่งวงกลมภายในหูชั้นในส่งสัญญาณการทรงตัวของร่างกายไปยังสมอง 2 ข้างไม่เท่ากัน เนื่องจากภาวะอักเสบ
  • โรคไมเกรน (Migraine) อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการเวียนหัวร่วมด้วย หรืออาการเวียนหัวอาจพัฒนาขึ้นได้ภายหลัง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดในสมองที่ผิดปกติ ผู้ป่วยอาจมีอาการเวียนหัวหลายชั่วโมงไปจนถึงหลายวัน

ระบบหมุนเวียนโลหิตที่ผิดปกติ

อาจเกิดได้จากภาวะโลหิตต่ำหรือภาวะโลหิตตกจากการเปลี่ยนท่าทางที่รวดเร็ว (Orthostatic Hypotention) รวมไปถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม (Cardiomyopathy) กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Heart Attack) ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Heart Arrhythmia) หรือ ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack) ล้วนส่งผลให้เกิดการเวียนหัว หน้ามืด เป็นลม หรือควบคุมการทรงตัวได้ยาก เนื่องจากหัวใจไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงสมองหรือหูชั้นในได้เพียงพอ

ความผิดปกติทางระบบประสาท

อาการเวียนหัวอาจเกิดได้จากโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและสมอง เช่น การบาดเจ็บที่ศีรษะ  โรคลมบ้าหมู เส้นเลือดตีบตัว โรคพาร์กินสัน เนื้องอกในสมอง สมองเสื่อม ภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูงโดยไม่ทราบสาเหตุ แพทย์จำเป็นต้องแยกสาเหตุของอาการเวียนศีรษะออกจากความผิดปกติทางระบบประสาทออกไป เพราะหากสาเหตุเกิดจากระบบประสาท ก็จำเป็นต้องได้รับการสืบค้นหาโรคเพื่อรักษาได้ตรงประเด็น

สาเหตุอื่นของการเวียนหัว

สาเหตุอื่น ๆ อาจเกิดได้จากโรคทางระบบกล้ามเนื้อและประสาทสัมผัสส่วนปลาย (Somatosensation และ Propioception) ภาวะโลหิตจาง ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ยาบางชนิดที่มีผลต่อระบบประสาททรงตัวในหูชั้นใน ภาวะการเสียน้ำและเกลือแร่ ความเครียด การดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เป็นต้น

การวินิจฉัยอาการเวียนหัว

เวียนหัวเป็นอาการที่ไม่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง แพทย์จำเป็นต้องวินิจฉัยแยกโรคให้ชัดเจนก่อนทำการรักษา เบื้องต้นแพทย์จะซักประวัติผู้ป่วย เช่น ประวัติการเจ็บป่วย การใช้ยา หรืออุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนต่อศีรษะและสมอง เป็นต้น จากนั้นจะมีการตรวจร่างกาย และการตรวจพิเศษอื่น ๆ ประกอบด้วย ดังนี้

การทดสอบการทรงตัว (Vestibular function test)

  • การตรวจการเคลื่อนไหวของดวงตา แพทย์จะทดสอบการเคลื่อนไหวของดวงตาผู้ป่วย โดยให้ผู้ป่วยมองตามวัตถุที่เคลื่อนไหว หรือการตรวจการทำงานระหว่างหู ตา และสมอง โดยใช้น้ำอุ่น น้ำเย็น หรือลมเข้าไปกระตุ้นการทำงานของอวัยวะการทรงตัวภายในหู
  • การเคลื่อนไหวของศีรษะ เป็นการทดสอบเฉพาะด้วยวิธีการที่เรียกว่า Dix-Hallpike Maneuver ในกรณีที่แพทย์คาดการณ์ว่าผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะที่เกิดจากโรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน โดยให้ผู้ป่วยล้มตัวลงนอนอย่างรวดเร็วในท่าตะแคงศีรษะและห้อยศีรษะเล็กน้อย แพทย์จะทำการสังเกตการกระตุกของลูกตา ซึ่งจะพบอาการกระตุกของดวงตาหากผู้ป่วยเป็นโรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อนร่วมกับอาการเวียนศีรษะ
  • การทดสอบการทรงตัว (Posturography) เป็นการทดสอบการเคลื่อนไหวของร่างกายว่าส่วนใดเกิดปัญหา เพื่อแยกหาสาเหตุการเสียการทรงตัว โดยใช้เครื่องตรวจประเมินความสามารถในการทรงตัวขณะยืนหรือการกลับสู่ท่ายืนตรงภายใต้สภาวะต่าง ๆ เช่น การยืนทรงตัวบนพื้นกระดกขึ้น-ลง ยืนทรงตัวบนพื้นที่เลื่อนไปด้านหน้า-ถอยหลังด้วยแรงที่แตกต่างกัน และยืนทรงตัวขณะขยับฉากหรือพื้น

นอกจากนี้ยังมีการตรวจเลือด เพื่อตรวจหาความเข้มข้นของเลือด การติดเชื้อ เช่น ซิฟิลิส หรือการตรวจพิเศษอื่น ๆ เพิ่มเติมสำหรับหัวใจ และหลอดเลือด สำหรับการตรวจด้วยเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ หรือเอ็มอาร์ไอ จะช่วยการสืบค้นในบางรายที่มีข้อบ่งชี้

การรักษาอาการเวียนหัว

ผู้ป่วยที่มีอาการเวียนหัวสามารถดูแลตนเองเบื้องต้นได้เองที่บ้าน หากเริ่มมีอาการเวียนหัว ควรหยุดพักชั่วครู่ โดยการนั่งพักหรือนอนบนพื้นราบในลักษณะที่ศีรษะยกขึ้นสูงเล็กน้อย หยุดการทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ รวมทั้งเคลื่อนไหวร่างกายให้ช้าลง เพื่อบรรเทาให้อาการดีขึ้น หากอาการเกิดบ่อยมากขึ้น ซ้ำ ๆ ต่อกัน ควรไปพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและแนวทางรักษาที่เหมาะสม

แพทย์จะรักษาผู้ป่วยตามสาเหตุการเกิดและอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก รวมไปถึงแนะนำการออกกำลังกายและการบริหารระบบการทรงตัว แต่หากไม่พบสาเหตุของอาการเวียนหัว แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาหรือการรักษาพิเศษอื่น ๆ

  • การทำกายภาพบำบัดและฝึกบริหารระบบการทรงตัว เป็นการเคลื่อนไหวศีรษะ คอ และร่างกายอย่างช้า ๆ ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้วยหลากหลายวิธี เพื่อช่วยแก้อาการเวียนศีรษะจากโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นในและระบบประสาททรงตัวอักเสบ
  • การรักษาด้วยยา แพทย์อาจให้การรักษาด้วยยาในหลายรูปแบบแก่ผู้ป่วย ซึ่งขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการเวียนศีรษะเพื่อบรรเทาอาการที่เกิดร่วมกับอาการเวียนหัว เช่น ยาในกลุ่มยาต้านการอาเจียน การแก้ไมเกรน คลายกล้ามเนื้อ
  • การรักษาด้วยวิธีอื่น ในกรณีที่การรักษาด้วยยาไม่ได้ผลและผู้ป่วยยังมีอาการเวียนศีรษะมาก แพทย์อาจทำการฉีดยาปฏิชีวนะเข้าสู่หูชั้นกลาง เพื่อช่วยควบคุมอาการเวียนหัว หรือการผ่าตัดเส้นประสาทที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัวในหูชั้นใน แต่การรักษาด้วยวิธีนี้อาจส่งผลกระทบต่อการได้ยินร่วมด้วย
Last Updated on Thursday, 09 January 2020 00:33
 
เท้าแบน (Flat Feet)

เท้าแบน (Flat Feet) คือ ลักษณะของเท้าที่ไม่มีส่วนโค้งเว้าตรงกลางเท้า เมื่อลุกขึ้นยืน ฝ่าเท้าจะราบแนบไปกับพื้นทั้งหมด ตรงกลางฝ่าเท้าที่โค้งขึ้นมานั้นคืออุ้งเท้า (Arch) ซึ่งทอดไปตามแนวยาวและแนวขวางของฝ่าเท้า อุ้งเท้าเกิดจากการยึดกันระหว่างเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และกระดูกเท้า โดยเส้นเอ็นที่เท้าเองและเส้นเอ็นส่วนที่ต่อจากขาส่วนล่างจะยึดกระดูกตรงกลางเท้าเข้ากับส้นเท้า ทำให้กลางฝ่าเท้าโค้งเข้ามาและไม่ราบไปกับพื้น ภาวะเท้าแบนเกิดขึ้นได้เมื่อเป็นเด็กเล็ก เนื่องจากฝ่าเท้าของเด็กมีไขมันและเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้มองเห็นอุ้งเท้าตรงฝ่าเท้าได้ไม่ชัด แต่เมื่อโตขึ้นช่องโค้งก็จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมา บางคนอาจได้รับการถ่ายทอดลักษณะดังกล่าวมาทางพันธุกรรม นอกจากนี้ ภาวะเท้าแบนอาจเกิดจากการได้รับบาดเจ็บหรือเสื่อมสภาพไปตามอายุ

image001


อาการของเท้าแบน

ภาวะเท้าแบนที่เกิดขึ้นในคนส่วนใหญ่ มักไม่ปรากฏสัญญาณหรืออาการใด ๆ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกเจ็บเท้า โดยเฉพาะบริเวณส้นเท้าหรืออุ้งเท้า อาการเจ็บนั้นจะยิ่งแย่ลงเมื่อต้องทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งเกิดอาการบวมที่ข้อเท้าด้านในร่วมด้วย โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ประสบภาวะเท้าแบนไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาหากไม่ได้มีอาการเจ็บปวดใด ๆ ที่เท้า อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกิดภาวะเท้าแบนควรไปพบแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้

  • รู้สึกเจ็บฝ่าเท้าแม้จะสวมรองเท้าที่ใส่สบายและรองรับเท้าแล้ว
  • รู้สึกเจ็บที่อุ้งเท้าและส้นเท้า
  • ฝ่าเท้าด้านในบวมขึ้น
  • ยืนไม่ค่อยได้ หรือเคลื่อนไหวทรงตัวบนเท้าลำบาก
  • เจ็บหลังและขา
  • รองเท้าที่เคยสวมได้ ไม่สามารถสวมได้ และชำรุดเร็วเกินไป
  • เท้าแบนมากยิ่งขึ้น

 

  • ฝ่าเท้าอ่อนแรง รู้สึกชา หรือเกิดอาการฝ่าเท้าแข็ง

 


การรักษาภาวะเท้าแบน

ภาวะเท้าแบนไม่จำเป็นต้องรักษาหากไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดใด ๆ อย่างไรก็ดี หากผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดจากภาวะดังกล่าว ควรได้รับการรักษาจากแพทย์ ซึ่งวิธีรักษาภาวะเท้าแบนขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับความรุนแรงของอาการ วิธีรักษาภาวะเท้าแบนประกอบด้วยวิธีบำบัดทางกายภาพ การรักษาด้วยยา และการผ่าตัด ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  • วิธีบำบัดทางกายภาพ การรักษาภาวะเท้าแบนด้วยวิธีบำบัดทางกายภาพ มีดังนี้
  • ใส่อุปกรณ์เสริมที่เท้า (Orthotic) การสวมอุปกรณ์เสริมนับเป็นขั้นแรกของการรักษาภาวะเท้าแบน โดยอุปกรณ์เสริมจะบรรเทาอาการเจ็บเท้าและช่วยหนุนเท้า ผู้ป่วยจะสอดอุปกรณ์เสริมนี้ไว้ในรองเท้า ส่วนเด็กเล็กจะได้รับรองเท้าที่ออกแบบมาโดยเฉพาะจากแพทย์ เพื่อสวมใส่จนกว่าฝ่าเท้าจะเจริญเต็มที่
  • ออกกำลังยืดเส้น ผู้ป่วยเท้าแบนอันเนื่องมาจากเอ็นร้อยหวายสั้นเกินไปอาจต้องออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่ยึดเชื่อมกันของขาส่วนล่าง โดยนักกายภาพบำบัดจะช่วยแนะนำการออกกำลังกายให้แก่ผู้ป่วย ท่าออกกำลังกายยืดเอ็นร้อนหวายเริ่มจากโน้มตัวไปข้างหน้ายันผนังไว้ ก้าวขาข้างหนึ่งมาด้านหน้างอเข่า ส่วนขาที่อยู่ข้างหลังยืดตรงและลงน้ำหนักที่ส้นเท้า ทำค้างไว้ 15-30 วินาที ระหว่างที่ทำท่านี้ ควรให้ส้นเท้าราบไปกับพื้นทั้งหมด ปลายนิ้วเท้าของขาหลังอยู่ในทิศทางเดียวกับส้นเท้าของขาที่อยู่ด้านหน้า
  • สวมรองเท้าที่รับกับเท้า การสวมรองเท้าที่พอดีและรับกับรูปเท้าจะทำให้รู้สึกสบายเท้ามากกว่าการสวมรองเท้าแตะหรือรองเท้าที่รองรับเท้าของผู้สวมได้น้อย
  • ทำกายภาพบำบัด ภาวะเท้าแบนอาจทำให้ผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บจากการวิ่งมากขึ้น นักกายภาพบำบัดจะช่วยวิเคราะห์ลักษณะการวิ่งของผู้ป่วย เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยปรับลักษณะและเทคนิคการวิ่งให้ดีขึ้น
  • การรักษาด้วยยา ผู้ป่วยที่เกิดอาการเจ็บเท้าเรื้อรังและเท้าอักเสบ จะได้รับยาต้านอักเสบเพื่อบรรเทาอาการปวดบวม
  • การผ่าตัด หากการรักษาภาวะเท้าแบนวิธีอื่น ๆ ไม่ช่วยบรรเทาอาการให้ทุเลาลงได้ หรือสาเหตุของภาวะดังกล่าวทำให้จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด ศัลยแพทย์จะผ่าตัดให้แก่ผู้ป่วย แต่วิธีผ่าตัดจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุ เช่น  ผู้ป่วยเท้าแบนที่มีรูปกระดูกผิดปกติหรือติดกัน จำเป็นต้องผ่าตัดแยกกระดูกและยืดให้ตรง ส่วนผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเนื้อเยื่อที่ยึดเชื่อมกันจะได้รับการผ่าตัดรักษาเนื้อเยื่อที่เกิดปัญหา หรือผู้ที่เอ็นร้อยหวายสั้นเกินไป อาจได้รับการผ่าตัดเพื่อยืดเอ็นและลดอาการเจ็บปวดที่เท้า

การป้องกันภาวะเท้าแบน

สาเหตุของภาวะเท้าแบนมีแนวโน้มเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม จึงอาจป้องกันได้ยาก อย่างไรก็ดีภาวะเท้าแบนสามารถจัดการและป้องกันไม่ให้อาการแย่ลงได้ ดังนี้

  • สวมรองเท้าที่พอดีและรับกับลักษณะฝ่าเท้า
  • สวมอุปกรณ์เสริมที่เท้าเพื่อลดอาการปวดเท้า
  • เลี่ยงกิจกรรมหรือกีฬาที่ก่อให้เกิดแรงกระแทกที่ฝ่าเท้า เช่น วิ่ง กระโดด เล่นบาสเก็ตบอล เตะฟุตบอล หรือตีเทนนิส
  • รับประทานยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดที่เท้าให้ทุเลาลง
  • ลดน้ำหนักเพื่อลดแรงกระแทกที่เท้า รวมทั้งเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่ภาวะเท้าแบน เช่น ดูแลตัวเองไม่ให้ป่วยเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคอ้วน
  • หมั่นออกกำลังกายฝ่าเท้าและข้อเท้าที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ
 
ความดันโลหิตสูงกับการออกกำลังกาย

image001

 

การออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงคือการออกกำลังกายแบบใช้ออกซิเจน หรือแอโรบิค สำหรับการเดินเป็นการออกกำลังกายที่ปลอดภัย และเหมาะสม เพราะสะดวก และประหยัดค่าใช้จ่าย สำหรับผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายควรเริ่มต้นตามตารางต่อไปนี้ และควรมีการอบอุ่นร่างกาย ก่อนทุกครั้ง

ควรออกกำลังกายแบบที่เรียกว่า แอโรบิค (Aerobic) ได้แก่ การเดินเร็ว ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือเต้นแอโรบิค ซึ่งจะเป็นการออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง ควรเน้นกิจกรรมที่มีการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆในการเคลื่อนไหว และเป็นกิจกรรมที่ไม่หนักจนเกินไป เพราะอาจส่งผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ การออกกำลังกาย ควรที่จะอยู่ในระดับที่เบา ถึงระดับปานกลาง แต่ให้ใช้เวลาในการออกกำลังกายให้นานขึ้น กล่าวคือ ระยะเวลาในแต่ละครั้งของการออกกำลังกายควรจะอยู่ระหว่าง 30-60 นาที/ครั้ง

ความหนักของการออกกำลังกาย ในผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง ควรปฏิบัติ 2 วิธี ดังนี้

1. ใช้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นตัวกำหนดความหนัก โดยผู้ที่ออกกำลังกายจะต้องจับชีพจรเพื่อดูว่าอัตราการเต้นของหัวใจในขณะพัก หรือขณะที่ไม่ได้ออกกำลังกายเท่ากับกี่ครั้งต่อนาที ภายหลังจากออกกำลังกาย ควรที่จะให้มีอัตราการเต้นของหัวใจ เร็วขึ้นจากขณะพักอีกประมาณ 30-40 ครั้ง/นาที เพื่อที่จะนำเกณฑ์นี้มาเพิ่ม หรือลดความหนักของกิจกรรมในการออกกำลังกายให้เหมาะสม

2. ใช้การพูดคุยเป็นตัวกำหนดความหนัก กล่าวคือ ในขณะที่ออกกำลังกาย หากสามารถที่จะพูดคุยกับเพื่อนที่ร่วมออกกำลังกายได้ มีการหายใจที่เร็วขึ้น แรงขึ้น และรู้สึกเหนื่อยนิดๆ แต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพูดคุยระหว่างออกกำลังกาย ถ้าปฏิบัติได้ตามนี้ ถือว่าการออกกำลังกายที่ทำอยู่นั้นอยู่ในระดับที่พอดี

ข้อควรระวัง

1. ความดันโลหิตมากกว่า 180/110 ปรอท ต้องได้ยาก่อน

2. อายุ มากกว่า 40 ในชาย 50 ในหญิง หากมีประวัติความเสี่ยงต่อโรคหัวใจอื่นๆ ก่อนออกกำลังกายอย่างค่อนข้างหนัก ควรพบแพทย์ และตรวจประเมินสมรรถภาพหัวใจก่อน

3. ไม่ควรออกกำลังด้วยการเกร็งหรือท่าอะไรที่ต้องมีการเกร็งค้างมาก

4. การออกกำลังกายด้วยมือ และกำแน่น อาจทำให้ความดันโลหิตและชีพจรขึ้นสูงกว่าขาและแบบเคลื่อนไหว

5. ไม่ควรออกกำลังกาย ถ้าความดัน >200/115 ม.ม. ปรอท

6. ยาต้านเบต้า จะทำให้ผู้ป่วยความดันโลหิตออกกำลังกายได้น้อยลง หากไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย

7. ยาความดันที่เหลือตัวอื่นๆ อาจจะทำให้มีความดันโลหิตต่ำหลังออกกำลังกาย

8. ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ควรจะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือถ้าทำได้มากกว่านี้ก็จะให้ผลดีมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่มีความดันโลหิตสูง และต้องการที่จะออกกำลังกายเป็นประจำ ควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกาย และควรที่จะได้รับคำแนะนำถึงชนิดของการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จากผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงคือการออกกำลังกายแบบใช้ออกซิเจน หรือแอโรบิค สำหรับการเดินเป็นการออกกำลังกายที่ปลอดภัย และเหมาะสม เพราะสะดวก และประหยัดค่าใช้จ่าย สำหรับผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายควรเริ่มต้นตามตารางต่อไปนี้ และควรมีการอบอุ่นร่างกาย ก่อนทุกครั้ง

ควรออกกำลังกายแบบที่เรียกว่า แอโรบิค (Aerobic) ได้แก่ การเดินเร็ว ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือเต้นแอโรบิค ซึ่งจะเป็นการออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง ควรเน้นกิจกรรมที่มีการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆในการเคลื่อนไหว และเป็นกิจกรรมที่ไม่หนักจนเกินไป เพราะอาจส่งผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ การออกกำลังกาย ควรที่จะอยู่ในระดับที่เบา ถึงระดับปานกลาง แต่ให้ใช้เวลาในการออกกำลังกายให้นานขึ้น กล่าวคือ ระยะเวลาในแต่ละครั้งของการออกกำลังกายควรจะอยู่ระหว่าง 30-60 นาที/ครั้ง

ความหนักของการออกกำลังกาย ในผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง ควรปฏิบัติ 2 วิธี ดังนี้

1. ใช้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นตัวกำหนดความหนัก โดยผู้ที่ออกกำลังกายจะต้องจับชีพจรเพื่อดูว่าอัตราการเต้นของหัวใจในขณะพัก หรือขณะที่ไม่ได้ออกกำลังกายเท่ากับกี่ครั้งต่อนาที ภายหลังจากออกกำลังกาย ควรที่จะให้มีอัตราการเต้นของหัวใจ เร็วขึ้นจากขณะพักอีกประมาณ 30-40 ครั้ง/นาที เพื่อที่จะนำเกณฑ์นี้มาเพิ่ม หรือลดความหนักของกิจกรรมในการออกกำลังกายให้เหมาะสม

2. ใช้การพูดคุยเป็นตัวกำหนดความหนัก กล่าวคือ ในขณะที่ออกกำลังกาย หากสามารถที่จะพูดคุยกับเพื่อนที่ร่วมออกกำลังกายได้ มีการหายใจที่เร็วขึ้น แรงขึ้น และรู้สึกเหนื่อยนิดๆ แต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพูดคุยระหว่างออกกำลังกาย ถ้าปฏิบัติได้ตามนี้ ถือว่าการออกกำลังกายที่ทำอยู่นั้นอยู่ในระดับที่พอดี

ข้อควรระวัง

1. ความดันโลหิตมากกว่า 180/110 ปรอท ต้องได้ยาก่อน

2. อายุ มากกว่า 40 ในชาย 50 ในหญิง หากมีประวัติความเสี่ยงต่อโรคหัวใจอื่นๆ ก่อนออกกำลังกายอย่างค่อนข้างหนัก ควรพบแพทย์ และตรวจประเมินสมรรถภาพหัวใจก่อน

3. ไม่ควรออกกำลังด้วยการเกร็งหรือท่าอะไรที่ต้องมีการเกร็งค้างมาก

4. การออกกำลังกายด้วยมือ และกำแน่น อาจทำให้ความดันโลหิตและชีพจรขึ้นสูงกว่าขาและแบบเคลื่อนไหว

5. ไม่ควรออกกำลังกาย ถ้าความดัน >200/115 ม.ม. ปรอท

6. ยาต้านเบต้า จะทำให้ผู้ป่วยความดันโลหิตออกกำลังกายได้น้อยลง หากไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย

7. ยาความดันที่เหลือตัวอื่นๆ อาจจะทำให้มีความดันโลหิตต่ำหลังออกกำลังกาย

8. ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ควรจะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือถ้าทำได้มากกว่านี้ก็จะให้ผลดีมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่มีความดันโลหิตสูง และต้องการที่จะออกกำลังกายเป็นประจำ ควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกาย และควรที่จะได้รับคำแนะนำถึงชนิดของการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จากผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย

Last Updated on Thursday, 08 August 2019 15:44
 
โรคอัมพาตใบหน้า (Bell’ Palsy)

 

 

image001


โรคนี้เกิดขึ้นมานานกว่า ๒๐๐ ปีแล้วแต่ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยคุ้นเคย ทำให้สงสัยกันว่าเป็นได้อย่างไร อะไรคือสาเหตุ เป็นแล้วหายไหม หรือเป็นอาการเริ่มแรกของคนเป็นอัมพาตครึ่งซีก

 

สาเหตุ

จริงๆแล้วเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนของการเกิดโรคแต่สันนิษฐานว่าเกิดจาการติดเชื้อไวรัสโดยเฉพาะเชื้อเริม ของเส้นประสาทสมองคู่ที่ ๗ ที่เรียกว่า เส้นประสาทใบหน้า (facial nerve) ที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้าทำให้ไม่ทำงานชั่วคราว ส่งผลให้กล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีกด้านนั้นเป็นอัมพาต และมักจะมีอาการแบบปัจจุบันทันด่วน เช่น ตื่นนอนตอนเช้าก็พบว่าปากเบี้ยว หลับตาไม่สนิท ทำให้เกิดความวิตกกังวลแก่ผู้ป่วยว่าจะเป็นโรคเดียวกับอัมพาตครึ่งซีกหรือไม่ อันที่จริงแล้วทั้งสองโรคนี้เป็นคนละโรคกัน คือโรคอัมพาตครึ่งซีกนั้นเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง เช่น มีเส้นเลือดในสมองแตก มีลิ่มเลือดมาอุดตันเส้นเลือดในสมอง ทำให้แขน-ขาครึ่งซีกอ่อนแรงบางรายอาจมีปากเบี้ยวร่วมด้วย แต่ยังสามารถหลับตาหรือยักคิ้วได้ ส่วนโรคอัมพาตใบหน้าจะเกิดความผิดปกติที่เส้นประสาทสมองคู่ที่ ๗ ที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้าเท่านั้น แขนขาทั้งสองข้างแข็งแรงเป็นปกติ

 

image002


อาการ

มักเกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน( เช่น ตื่นนอนตอนเช้า) จะพบว่ามีมุมปากข้างหนึ่งตก หลับตาข้างเดียวกันนั้นได้ไม่สนิท ปากเบี้ยวไปข้างหนึ่งขณะยิ้มหรือยิงฟัน เวลากลืนน้ำจะมีน้ำไหลมาที่มุมปากข้างนั้น ไม่สามารถยักคิ้วขึ้นได้ จะสามารถสังเกตเห็นอาการได้ชัดเวลาผู้ป่วยพูด ยิ้มหรือกระพริบตา บางคนไปพบแพทย์เนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองพูดไม่ชัด ผิวปากไม่ได้ บางคนรู้สึกว่าหน้าบวมหรือชาครึ่งซีก นอกจากนี้อาจมีอาการลิ้นครึ่งซีกชาและรับรสไม่ได้ หูข้างเดียวกันนั้นอาจมีอาการปวดและรู้สึกหูอื้อได้ ตาแห้งหรือมีน้ำตาไหลข้างเดียวเนื่องจากระคายเคืองฝุ่นละอองเนื่องจากตาผิดได้ไม่สนิท

ทั้งนี้แรงของกล้ามเนื้อแขนและขาของผู้ป่วยยังปกติอยู่ ไม่มีอาการอ่อนแรง

 

การรักษา

จะแบ่งออกได้เป็น ๓ ทางคือ

  1. การรักษาทางยา จะให้ได้ผลดีต้องกระทำโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เพราะถ้าหากปล่อยนานเกิน ๑ สัปดาห์มักจะไม่ได้ผล๑ ยาที่ใช้จะเป็นในกลุ่มสเตอรอยด์ เป็นเวลานาน ๗-๑๐ วัน มักจะมีการฟื้นและหายได้อย่างดีถึงร้อยละ ๙๕ การใช้ยากลุ่มนี้ต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์เท่านั้นเนื่องจากมีผลข้างเคียงค่อนข้างอันตราย ไม่ควรซื้อยาทานเอง นอกจากนี้อาจให้ยาในกลุ่มวิตามินบีรวม หรือยาที่มีฤทธิ์รักษาเส้นประสาทส่วนปลายด้วย ทั้งนี้แพทย์อาจใช้ยาป้ายตาที่เป็นยาปฏิชีวนะ ทาข้างที่มีอาการวันละ ๒-๓ ครั้ง๒ เพื่อป้องกันไม่ให้ตาได้รับการระคายเคืองจนเกิดการอักเสบ แพทย์จะนัดผู้ป่วยมาติดตามการรักษาเป็นระยะๆ จนกว่าจะแน่ใจว่าหายดี โดยทั่วไปมักจะใช้เวลา ๑-๓ สัปดาห์
  2. การรักษาทางกายภาพบำบัด ใช้การกระตุ้นไฟฟ้าเพื่อชะลอการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อใบหน้าที่เป็นอัมพาตไม่ให้ลีบเล็กลง การใช้ความร้อนประคบบริเวณใบหน้าที่มีอาการอ่อนแรงเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต รวมทั้งการรักษาโดยใช้การออกกำลังกายกล้ามเนื้อใบหน้า เพื่อฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อในขณะที่รอการฟื้นตัวของเส้นประสาทในอนาคต การรักษาด้วยการออกกำลังกายดังกล่าวถือเป็นวิธีการที่ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงและเป็นการรักษาที่ผู้ป่วยสามารถช่วยทำได้บ่อย ๆ วันละหลายๆครั้ง ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป
  3. การรักษาโดยการผ่าตัด ศัลยแพทย์จะเข้ามามีบทบาทในเฉพาะกรณีที่มีอาการของโรครุนแรงและไม่หาย คือผู้ป่วยยังคงมีอาการหลงเหลืออยู่นานเกิน ๙ เดือนขึ้นไป โดยเฉพาะในรายที่เป็นผลมาจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ ๗ ถูกทำลายหรือฝ่อลีบ เช่น ผ่าตัดแก้ไขหนังตาที่ปิดไม่สนิท การต่อและเลี้ยงเส้นประสาทสมองคู่อื่นเพื่อนำมาใช้ทดแทนเส้นประสาทสมองคู่ที่ ๗

อาการแทรกซ้อน

ผู้ป่วยอาจมีอาการตาอักเสบเนื่องมาจากการปิดตาไม่สนิท ทำให้มีฝุ่นละอองเข้ามาทำให้เกิดความระคายเคือง มีอาการตาแห้งต้องอาศัยการหยอดน้ำตาเทียมช่วยมิเช่นนั้นอาจทำให้แก้วตามีปัญหาได้

 

การดูแลตัวเองหลังเกิดอาการ

  • ใช้น้ำตาเทียมเพื่อป้องกันตาแห้ง
  • ใช้ยาขี้ผึ้งป้ายตาก่อนนอนหรือใช้ที่ครอบตาป้องกันฝุ่นเข้าตาขณะนอนหลับ
  • สวมแว่นเวลาออกนอกบ้านเพื่อกันลมและฝุ่นละออง
  • ห้ามขยี้ตาข้างที่ปิดไม่สนิท
  • ทำกายภาพบำบัดโดยการออกกำลังกายกล้ามเนื้อใบหน้าเป็นประจำ

 

 
ปวดกล้ามเนื้อ

 

image001

 

ปวดกล้ามเนื้อ (Muscle Pain) คือภาวะตึง ปวดหรืออักเสบเรื้อรังของเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทั้งตามกล้ามเนื้อมัดเดียวหรือหลายมัด มักมีสาเหตุจากการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ หรือมากเกินไปจากการทำกิจกรรมประจำวัน โดยเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย

 

อาการปวดกล้ามเนื้อ

อาการปวดกล้ามเนื้ออาจเกิดขึ้นได้ทันทีหรือหลังจากใช้กล้ามเนื้ออย่างหนัก ปกติแล้วผู้ที่ปวดกล้ามเนื้อสามารถบอกสาเหตุของอาการปวดได้ด้วยตัวเอง อาจปวด อักเสบ หรือระบมที่กล้ามเนื้อเพียงจุดเดียวหรือทั่วร่างกาย

 

สาเหตุของการปวดกล้ามเนื้อ

สาเหตุของการปวดกล้ามเนื้อ โดยทั่วไปผู้ที่เผชิญอาการปวดกล้ามเนื้อสามารถระบุสาเหตุได้ด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความเครียด หรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น

  • การใช้งานกล้ามเนื้อมากเกินไปหรือเคลื่อนไหวในท่าเดิมซ้ำ ๆ จนทำให้เกิดความตึงเครียดสะสมที่กล้ามเนื้อ
  • การทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันจนทำให้กล้ามเนื้อได้รับบาดเจ็บ เช่น การออกกำลังกาย การทำงาน เป็นต้น

บางครั้งสาเหตุของการปวดกล้ามเนื้อมีผลมาจากโรค อาการ หรือยาได้ เช่น

  • โรคในกลุ่มออโตอิมมูน (Autoimmune) หรือโรคแพ้ภูมิตนเอง เช่น โรคลูปัสหรือโรคเอส แอลอี (Lupus, Systemic Lupus Erythematosus) หรือที่รู้จักในชื่อโรคพุ่มพวง โรคผิวหนังและกล้ามเนื้ออักเสบ (Dermatomyositis) โรคกล้ามเนื้ออักเสบ (Polymyositis)
  • โรคในกลุ่มกล้ามเนื้อและข้ออักเสบ เช่น โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia) โรคโพลีมัยแอลเกีย รูมาติก้า (Polymyalgia Rheumatica) โรคกล้ามเนื้อลายสลาย (Rhabdomyolysis) โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) เป็นต้น
  • โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เช่น โรคทริคิโนซิส (Trichinosis) เกิดจากการกินเนื้อสัตว์ดิบที่มีพยาธิตัวกลมขนาดเล็กชื่อว่าทริคิเนลลา สไปราลิส (Trichinella Spiralis) หรือโรคลายม์ (Lyme Disease) ซึ่งเกิดจากเห็บหรือหมัดที่มีเชื้อแบคทีเรียกัด เป็นต้น
  • การติดเชื้อต่าง ๆ รวมไปถึงไข้หวัด โรคมาลาเลีย โรคโปลิโอ ฝีที่กล้ามเนื้อ
  • เกลือแร่ในเลือดไม่สมดุล (Electrolyte Imbalance) เช่น ปริมาณแคลเซียม หรือโพแทสเซียมในร่างกายน้อยเกินไป หาสาเหตุได้โดยการตรวจเลือดหรือปัสสาวะ
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาลดไขมันในกลุ่มสแตติน (Statins) โคเคน เป็นต้น

 

การวินิจฉัยอาการปวดกล้ามเนื้อ

หากพบว่ามีอาการปวดกล้ามเนื้อต่อเนื่องกันนานเกิน 3 วันขึ้นไป หรือรักษาด้วยตัวเองที่บ้านแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์ แพทย์จะมีแนวทางการวินิจฉัยคือ ตรวจร่างกายโดยถามถึงอาการปวดกล้ามเนื้อ เช่น เริ่มมีอาการปวดกล้ามเนื้อตั้งแต่เมื่อไร ปวดมานานแล้วหรือยัง ปวดบริเวณใดเป็นพิเศษ ช่วงใดบ้างที่มีอาการดีขึ้นหรือแย่ลง มีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น ปวดข้อ เป็นไข้ วิงเวียนศีรษะ อาเจียน หรือเปลี่ยนยาที่ใช้ประจำในเร็วๆ นี้หรือไม่

หากแพทย์สงสัยหรือพบว่าผู้ป่วยมีอาการเข้าข่ายที่ไม่ใช่การปวดกล้ามเนื้อแบบธรรมดา แพทย์จะตรวจเพิ่มเติมดังนี้

  • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เช่น จำนวนเม็ดเลือดแดง จำนวนเม็ดเลือดขาว จำนวนฮีโมโกลบินในเลือด ขนาดของเม็ดเลือด รวมไปถึงจำนวนของเกล็ดเลือด
  • ตรวจหาความผิดปกติของเอ็นไซม์และเนื้อเยื่อ

 

การรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ

การรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อที่เกิดจากสาเหตุทั่วไป จากการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน สามารถรักษาหรือบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อได้ด้วยต้วเองที่บ้าน โดยวิธีการดังนี้

  • พักผ่อนร่างกายจากกิจกรรมที่เป็นสาเหตุของอาการปวดกล้ามเนื้อ
  • รับประทานยาแก้ปวด เช่น ไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) พาราเซตามอล (Paracetamol, Acetaminophen)
  • ประคบร้อนและประคบเย็น ในช่วง 1-3 วันแรก ประคบเย็นด้วยน้ำแข็งห่อผ้าในบริเวณที่มีอาการปวดของกล้ามเนื้อ และหลังจากนั้นประคบร้อนเพื่อบรรเทาอาการและลดการอักเสบ
  • ยืดและบริหารกล้ามเนื้อที่มีอาการปวดด้วยความระมัดระวัง
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หรือทำกิจกรรมที่ช่วยบรรเทาความเครียด เช่น การออกกำลังกายประเภทโยคะ หรือการนั่งสมาธิ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น เดิน ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเต้นแอโรบิก ซึ่งสามารถช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้มีสุขภาพที่ดีได้ หลีกเลี่ยงการออกแรงยกของหนักในช่วงที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ

 

ปกติแล้วอาการปวดกล้ามเนื้อที่ไม่รุนแรงสามารถรักษาได้ด้วยตนเองที่บ้าน แต่หากเกิดอาการเหล่านี้ควบคู่กับอาการปวดกล้ามเนื้อ ควรไปพบแพทย์โดยด่วน

  • อาการปวดยังคงอยู่ หลังจากรับประทานหรือเพิ่มขนาดยาลดไขมันในกลุ่มสแตติน (Statins)
  • รักษาด้วยตัวเองที่บ้านในช่วง 2-3 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้น
  • มีอาการปวดกล้ามเนื้อที่รุนแรงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือพบอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • มีผื่นแดง บวมขึ้นในบริเวณที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ
  • พบอาการปวดกล้ามเนื้อหลังเปลี่ยนยาที่ใช้อยู่ประจำ
  • มีอาการบวมน้ำหรือปัสสาวะน้อยกว่าปกติ
  • วิงเวียนศีรษะ มีไข้สูง คลื่นไส้ คอเคล็ด
  • กลืนหรือหายใจลำบาก
  • โดนหมัดหรือเห็บกัด

 

ภาวะแทรกซ้อนของอาการปวดกล้ามเนื้อ

อาการปวดกล้ามเนื้อสามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ เช่น

  • ปัญหาการนอนหลับ เนื่องจากอาการปวดกล้ามเนื้อจะรบกวนเวลานอน ควรหาท่านอนที่เหมาะสมเพื่อไม่ได้เกิดการสัมผัสบริเวณที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อจนต้องตื่นมากลางดึก
  • โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia) มีรายงานวิจัยพบว่า อาการปวดกล้ามเนื้ออาจพัฒนาไปสู่โรคไฟโบรมัยอัลเจีย ซึ่งเป็นภาวะเรื้อรังที่มีอาการปวดไปทั่วร่างกาย ในผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีประสาทสัมผัสไวขึ้นต่ออาการปวด

 

การป้องกันอาการปวดกล้ามเนื้อ

วิธีป้องกันหรือลดความเสี่ยงอาการปวดกล้ามเนื้อที่เกิดจากความเครียดหรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เริ่มได้จากตนเอง ดังนี้

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน รวมทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกาย
  • ยืดกล้ามเนื้อก่อนทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องใช้แรง รวมทั้งหลังออกกำลังกาย
  • อบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย (Warm Up) และหลังออกกำลังกาย (Cool Down)
  • พนักงานออฟฟิสหรือผู้ที่นั่งทำงานประจำที่โต๊ะ หมั่นลุกขึ้นยืน หรือเดินยืดเส้นยืดสายอย่างน้อยทุก ๆ หนึ่งชั่วโมง
Last Updated on Sunday, 26 May 2019 04:51
 
ภาวะข้อเท้าตก

image001

 

ภาวะข้อเท้าตก เป็นหนึ่งอาการป่วยที่หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคยนัก หรือบางคนอาจเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง แต่ยังไม่เข้าใจถึงอาการที่ชัดเจนนัก โดยครั้งนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลความรู้เกี่ยวกับภาวะข้อเท้าตกในเรื่องต่าง ๆ อาทิ ความหมายของภาวะข้อเท้าตก สาเหตุ วิธีการรักษา และวิธีการป้องกันที่ได้ผล สู่การนำไปปรับประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม หากอยู่ในความเสี่ยงหรือเมื่อมีอาการดังกล่าว

 

รู้จักกับภาวะข้อเท้าตก

เป็นภาวะที่ร่างกายผิดปกติชนิดหนึ่ง อาจเกิดจากโรคบางอย่าง ส่งผลให้เส้นประสาทที่มาเลี้ยงบริเวณเท้าผิดปกติไปจากเดิม ทำให้กระดกเท้าไม่ขึ้น เช่น ในผู้ป่วยบางรายที่ไม่สามารถยกข้อเท้าได้ ความจริงแล้วความผิดปกติอาจไม่ได้เกิดที่ข้อเท้า แต่เกิดที่เส้นประสาท ส่งผลให้มีภาวะข้อเท้าตก


อาการของภาวะข้อเท้าตก

ผู้ป่วยจะไม่สามารถกระดกเท้าได้ หรือกระดกเท้าไม่ขึ้น ทำให้ยกเท้าไม่พ้นพื้นจึงสะดุดเท้าตัวเองล้มลงหรือสะดุดวัตถุอื่นแล้วล้มลงได้ง่าย ผู้ป่วยจึงพยายามที่จะยกข้อเท้าให้สูงขึ้นกว่าเดิม ทำให้ท่าเดินผิดปกติและทรงตัวได้ยากขึ้นหรือทำให้ล้มได้ง่าย นอกจากนี้อาจมีอาการชาบริเวณขาด้านข้าง รวมไปถึงบริเวณเท้าด้านบน


สาเหตุของภาวะข้อเท้าตก

  • เกิดจากเส้นประสาทที่ชื่อว่าพีโรเนียลซึ่งอยู่บริเวณหัวเข่าด้านนอกถูกกดทับ ทำให้เส้นประสาทได้รับความเสียหาย
  • เส้นประสาทที่หลังถูกกระดูกกดทับ
  • อาการจากสมองหรือไขสันหลัง
  • ผู้ป่วยอัมพฤกษ์-อัมพาต
  • อุบัติเหตุบริเวณหัวเข่า เช่น กระดูกหัก ข้อเข่าเคลื่อน อาจทำให้เส้นประสาทได้รับบาดเจ็บได้
  • โรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น กระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท หรือโรคที่ทำให้ภาวะปลายประสาทมีปัญหา เช่น โรคเบาหวาน โรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ข้อหลังแข็ง เป็นต้น

 

การดูแลรักษาภาวะข้อเท้าตก

หากมีอาการกระดกข้อเท้าไม่ขึ้น ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพื่อป้องกันระดับอาการที่รุนแรงตามมา

 

วิธีการรักษาคือกายภาพบำบัด

เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นมากขึ้น หรือช่วยให้มีโอกาสกลับมากระดกข้อเท้าได้ดีขึ้น ได้แก่

  • ยืดเหยียดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่เกี่ยวข้อง
  • ออกกำลังกายกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการกระดกข้อเท้า
  • การฟื้นฟูเส้นประสาทที่เสียหายด้วยความร้อนตื้น
  • การเร่งการฟื้นตัวของเส้นประสาท

ผลของการรักษาขึ้นอยู่กับระดับอาการ หากไม่รุนแรงมากสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ แต่ถ้าหากอาการรุนแรงมาก เป้าหมายการรักษาคือเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการกระดกข้อเท้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

วิธีป้องกันภาวะข้อเท้าตก

  • หลีกเลี่ยงการนั่งท่าเดิมเป็นเวลานานป้องกันการกดทับ หากนั่งคุกเข่าหรือนั่งท่าขัดสมาธิ ไม่ควรนานเกิน 2 ชั่วโมง หากรู้สึกชาควรเปลี่ยนอิริยาบถ
  • หลีกเลี่ยงการนอนตะแคงทับข้างเดิมเป็นเวลานาน
  • กรณีผู้ป่วยติดเตียง ควรจัดท่านอนให้เหมาะสม ไม่ให้นอนขาแบะ

 

 
ออฟฟิศซินโดรมโรคอันตรายของคนทำงาน

 

image002

 

การนั่งทำงานในออฟฟิศเฉยๆ เป็นเวลานาน ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายได้เหมือนกัน … หากคุณเป็นมนุษย์ออฟฟิศที่ทุ่มเทเวลาและแรงกายในการทำงาน จนเริ่มมีอาการปวดตามหลัง ไหล่ คอ ปวดหัว ปวดตา แล้วล่ะก็ อย่าได้มองข้ามเชียว เพราะเหล่านี้ล้วนเป็นอาการของโรค “ออฟฟิศซินโดรม” ซึ่งถ้าไม่บำบัดรักษา หรือป้องกันตั้งแต่ต้น ก็อาจการกลายเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพในภายหลังได้

อาการของออฟฟิศซินโดรมมีอะไรบ้าง?

  1. ปวดศีรษะ อาจปวดร้าวถึงตา และมีอาการปวดไมเกรนบ่อยๆ เนื่องจากการใช้สายตามาก มีความเครียดสะสม ความวิตกกังวล และพักผ่อนไม่เพียงพอ
  2. ปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ เช่น ปวดหลัง ไหล่ ต้นคอ แขน ข้อมือ นิ้วมือ จากการนั่งทำงานในท่าเดิมนานๆ หากปล่อยไปโดยไม่แก้ไข จะกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นอยู่เฉยๆ ก็ปวดขึ้นมาเองได้
  3. มีอาการเจ็บ ตึง และชา ตามอวัยวะต่างๆ ซึ่งพัฒนามาจากอาการปวดเรื้อรัง อาการเหล่านี้เกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อ มีเอ็นอักเสบทับเส้นประสาท หรือเส้นประสาทตึงตัว จนกลายเป็นอาการชาตามมือตามแขน เส้นยึด และนิ้วล็อค ตามมา
  4. อาการเหน็บชาและแขนขาอ่อนแรงบ่อยๆ เกิดจากการนั่งนานเกินไป จนการไหลเวียนเลือดผิดปกติ
  5. นอนไม่หลับ หรือนอนหลับไม่สนิท เกิดจากความเครียด รวมถึงมีอาการปวดเมื่อย และปวดหัวมารบกวนในเวลานอนเป็นระยะ

อาการของออฟฟิศซินโดรม หากปล่อยไว้โดยไม่บำบัด หรือไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายตามมา เช่น

  • เสี่ยงต่อการเกิดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังคด และแขนขาอ่อนแรง ถ้ารุนแรงมากอาจทำให้เดินไม่ได้ ต้องทำกายภาพบำบัด หรือผ่าตัดเลยทีเดียว
  • เสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า อันมาจากความเครียดสะสม ความกดดัน และบรรยากาศไม่ดีในที่ทำงาน
  • เสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง จากการทานอาหารจุบจิบในเวลาทำงาน และไม่มีเวลาออกกำลังกาย

สาเหตุของออฟฟิศซินโดรม

  • เกิดจากการนั่งทำงานในอิริยาบถเดิมนานๆ และไม่มีการยืด ขยับปรับเปลี่ยนท่าทาง เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
  • เกิดจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป การเพ่งใช้สายตามากๆ บวกกับรังสีจากจอภาพ ทำให้เกิดอาการปวดหัวปวดตาได้
  • สภาพแวดล้อมในการทำงานไม่เหมาะสม เช่น ออฟฟิศแออัด อากาศไม่ถ่ายเท โต๊ะเก้าอี้ไม่เหมาะกับสรีระ อุปกรณ์ในออฟฟิศเต็มไปด้วยฝุ่น เป็นต้น
  • งานหนักเกินไป ทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อน บวกกับสังคมในที่ทำงานเป็นพิษ ทำให้เกิดความเครียดได้

การรักษาอาการออฟฟิศซินโดรม

  • อันดับแรก หากเริ่มรู้สึกเมื่อยล้า ควรพักการทำงานเพื่อผ่อนคลายร่างกายและสมอง เช่น ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย เดินไปสูดอากาศด้านนอกบ้าง ไม่ควรนั่งทำงานติดกันนานเกินไป
  • หมั่นออกกำลังกาย เพื่อยืดและคลายกล้ามเนื้อ เช่น โยคะ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน นอกจากจะช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ป้องกันเอ็นและข้อยึดแล้ว ยังช่วยผ่อนคลายความเครียด และเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายด้วย
  • ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น เปลี่ยนโต๊ะและเก้าอี้ให้เหมาะกับสรีระ ทำความสะอาดออฟฟิศให้โล่งและอากาศถ่ายเทมากขึ้น
  • หากมีอาการรุนแรงแล้ว และไม่สามารถรักษาได้ในเวลาอันสั้น อาจตัดสินใจพักงานหรือเปลี่ยนงาน เพื่อไม่ให้อาการเลวร้ายลงกว่าเดิม
  • รักษาโดยใช้ยา เช่น ยาบรรเทาอาการกล้ามเนื้อและเอ็นอักเสบ ยาคลายเครียด ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ และให้แพทย์เป็นผู้จ่ายยาให้เท่านั้น
  • รักษาทางกายภาพบำบัด เป็นการรักษาที่ไม่ใช้ยา แต่จะใช้กระแสไฟฟ้า คลื่นอัลตราซาวน์ การจัดโครงสร้างกระดูก การออกกำลังกาย ความร้อนตื้น คลื่นshockwave เป็นต้นในการรักษา ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพตับและไต
  • รักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ เช่น การฝังเข็ม การนวดกดจุด เป็นต้น

ออฟฟิศซินโดรมป้องกันได้อย่างไร?

  • ควรจัดสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้ดี และเป็นมิตรแก่ผู้ทำงานแต่แรก ทั้งด้านสถานที่ทำงาน เครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ และสังคมในออฟฟิศ
  • จัดท่าทางหรืออิริยาบถเวลานั่งทำงานให้เหมาะสม เช่น ไม่นั่งหลังคอหรือเกร็งเกินไป
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างให้กล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อแข็งแรง และเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน
  • พักผ่อนให้เพียงพอ จัดสรรเวลางานและเวลาพักผ่อนให้สมดุลกัน หากมีโอกาสควรหาเวลาพักร้อนเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง

Last Updated on Tuesday, 19 February 2019 17:01
 
โรคฮันติงตัน (Huntington’s disease)

image001

 

โรคฮันติงตันเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมซึ่งสร้างความเสียงหายแก่สมอง และกระทบต่อกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ทั้งความคิด พฤติกรรม และการเคลื่อนไหวที่คล้ายกับการเต้นกระตุก

 

โรคฮันติงตัน (Huntington’s disease) เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่สืบทอดได้ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายแก่เซลล์ประสาทจำนวนมากในสมองความเสียหายของสมองนี้จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และอาจส่งผลต่อการทำงานด้านต่าง ๆ ทั้งการเคลื่อนไหว ความคิด การรับรู้ การคิด การตัดสินใจ และพฤติกรรม

ลักษณะของโรคในระยะแรกนั้นได้แก่ การเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพ อารมณ์แปรปรวน ขยับตัวเคลื่อนไหวเงอะงะ หงุดหงิดง่าย และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปซึ่งอาการเหล่านี้มักถูกมองข้าม และถูกคิดว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันแทน

 

โรคฮันติงตัน (Huntington disease) เดิมเรียกว่า Huntington’s chorea ซึ่งคำว่า "chorea" เป็นภาษากรีกที่แปลว่าการเต้นรำ เนื่องจากการเคลื่อนไหวที่แสดงออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้อาจมีลักษณะเหมือนกับการเต้นกระตุกตัว

 

อย่างไรก็ตาม การนิยามความผิดปกตินี้ว่าเป็น “โรค” นั้นเป็นคำที่เหมาะสมกว่าเนื่องจากภาวะนี้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติอื่น ๆ ด้วยที่ไม่จำกัดเพียงแค่การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติไปเท่านั้น โรคฮันติงตันเกิดจากยีนผิดปกติที่สืบทอดต่อกันมา อย่างไรก็ตาม มีประมาณ 3% ของผู้ป่วยโรคฮันติงตันไม่พบประวัติครอบครัวที่มีความผิดปกติเดียวกันเนื่องจากพ่อแม่ของพวกเขาได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ช่วงหนุ่มสาว


การวินิจฉัยโรคฮันตังตัน

หากคุณมีอาการของโรคฮันติงตัน แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปของคุณจะแนะนำให้คุณไปหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยปกติ คือ แพทย์ประสาทวิทยาซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเซลล์ประสาท ไขสันหลังและสมอง หากว่าอาการของคุณจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะซักถามเกี่ยวกับประวัติอาการของคุณเพื่อประเมินความเป็นไปได้ว่าคุณเป็นโรคฮันติงตันหรือมีภาวะอื่นที่ออกอาการคล้ายคลึงกันแพทย์ยังอาจการตรวจทดสอบเพิ่มเติมการทำงานทางกายภาพหลายอย่าง เช่น การเคลื่อนไหวของดวงตาคุณ การทรงตัว การควบคุมกล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ การเคลื่อนไหว และการเดิน การพูดและความคิดของคุณอาจได้รับการตรวจด้วยเช่นกัน เนื่องจากกิจกรรมทั้งหมดเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบจากโรคฮันติงตัน นอกจากนี้ ยังสามารถใช้การตรวจทางพันธุศาสตร์เพื่อยืนยันการวินิจฉัยได้อีกด้วย


การรักษาโรคฮันติงตัน

ไม่มีการรักษาโรคฮันติงตันโดยเฉพาะ และความก้าวหน้าของโรคก็ไม่สามารถย้อนกลับหรือชะลอตัวลงได้เลย เมื่อโรคเริ่มดำเนินรุนแรงไปเรื่อย ๆ อาจทำให้ความเครียดและความกดดันขึ้นในครอบครัวและความสัมพันธ์ การรักษาโรคฮันติงตันจึงมุ่งที่จะลดการสร้างความหงุดหงิดในชีวิตประจำวันซึ่งทำโดยการคงสภาพทักษะที่ใช้ในชีวิตประจำวันซึ่งค่อย ๆ เสื่อมลงเมื่อเวลาผ่านไป ยาสามารถช่วยในการจัดการกับอาการบางอย่าง เช่น ความหงุดหงิดฉุนเฉียว หรือการเคลื่อนไหวที่มากเกินไป การบำบัดต่าง ๆ เช่นการบำบัดการพูดและการใช้ภาษา และกิจกรรมบำบัดก็สามารถช่วยในการสื่อสารและการใช้ชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

 

การสนับสนุน ความช่วยเหลือต่าง ๆ สำหรับครอบครัวของบุคคลที่มีโรคฮันติงตัน เช่น การตรวจสุขภาพสมาชิกในครอบครัวคนอื่นที่ไม่ปรากฏอาการใด ๆ ของโรคเพื่อดูว่ามียีนความผิดปกติดังกล่าวหรือไม่ หรือเพื่อช่วยเหลือในการเลือกสถานดูแลที่เหมาะสมในกรณีที่โรคพัฒนาไปรุนแรงมากแล้ว โรคฮันติงตันมักจะค่อย ๆ รุนแรงขึ้นและอาการแย่ลงโดยใช้เวลากว่า 10 - 25 ปีนับจากที่อาการปรากฏเป็นครั้งแรกก่อนที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตในที่สุด ในช่วงระยะเวลาที่มีอาการของโรคนั้น ผู้ป่วยจะต้องพึ่งพาคนอื่นอย่างยิ่ง และต้องการการดูแลแบบตลอดเวลา การเสียชีวิตในผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเกิดจากสาเหตุทุติยภูมิซึ่งคือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว ปอดบวม หรือการติดเชื้ออื่น

 

การวิจัยในปัจจุบัน

มีการดำเนินการวิจัยอยู่เรื่อย ๆ เพื่อค้นหายาที่ปรับเปลี่ยนสภาวะของโรคและการรักษาใหม่ ๆ สำหรับลักษณะของโรคฮันติงตันด้านต่าง ๆ มีความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่น่าตื่นเต้นซึ่งชี้ถึงวิธีที่เป็นไปได้ในการชะลอหรือหยุดการดำเนินของโรคโดยการ "ปิด" การทำงานของยีนที่ผิดปกติซึ่งเป็นสาเหตุของโรคฮันติงตันโดยตรง ซึ่งยังอยู่ในช่วงการศึกษาวิจัยและอาจต้องใช้เวลาอีกสักพัก

 

https://www.nhsinform.scot/illnesses-and-conditions/brain-nerves-and-spinal-cord/huntingtons-disease#introduction

 

Last Updated on Friday, 11 January 2019 17:59
 
Tennis Elbow (โรคเอ็นข้อศอกด้านนอกอักเสบ)

image001

 

เป็นการอักเสบของเอ็นกล้ามเนื้อบริเวณแขนท่อนล่างด้านนอก ก่อให้เกิดอาการปวดบวมบริเวณข้อศอก แขนท่อนล่าง หรือข้อมือ ส่วนใหญ่เป็นโรคที่พบในนักเทนนิส นักกีฬาอาชีพอื่น ๆ และผู้ที่ต้องเหยียดแขนหรือกระดกข้อมือซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน

อาการของ Tennis Elbow

ผู้ป่วยมักเจ็บปวดและมีอาการบวมบริเวณข้อศอกด้านนอก บางรายก็ปวดแขนท่อนล่าง หลังมือ หรือข้อมือร่วมด้วย โดยอาการปวดขึ้นอยู่กับความรุนแรงในการได้รับบาดเจ็บ ซึ่งอาจปวดเล็กน้อยเฉพาะตอนขยับข้อมือและแขน หรือปวดมากอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ อาการปวดดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้ป่วยทำกิจวัตรประจำวันได้ยากลำบาก หรือปวดมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะเวลาเคลื่อนไหวข้อมือและแขนส่วนล่าง เช่น หยิบจับสิ่งของ จับมือทักทาย ยกของ งอแขน หรือถือถ้วยกาแฟ เป็นต้น ซึ่งอาการของโรคอาจเป็นอย่างต่อเนื่องได้นาน 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี

สาเหตุของ Tennis Elbow

Tennis Elbow เกิดจากการใช้งานแขนส่วนล่างซ้ำ ๆ หรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน บางรายอาจเป็นผลมาจากการบาดเจ็บอย่างฉับพลัน ทำให้เส้นเอ็นแขนบริเวณที่ยึดเกาะกับปุ่มกระดูกด้านข้างข้อศอกเกิดการบาดเจ็บและอักเสบตามมา โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเล่นกีฬา โดยเฉพาะการตีลูกเทสนิสหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้งานกล้ามเนื้อส่วนนั้นบ่อย ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น วาดภาพ ตัดกระดาษ ขันน็อต ทำสวน เล่นไวโอลิน เป็นต้น แต่ก็อาจมีส่วนน้อยที่ไม่ทราบสาเหตุของอาการปวดอย่างแน่ชัด

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่นำไปสู่ Tennis Elbow ได้มากยิ่งขึ้น ดังนี้

  • มีอายุระหว่าง 30-50 ปี แต่โรคนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย
  • ประกอบอาชีพที่ต้องใช้แขนและข้อมือในลักษณะเดิมซ้ำ ๆ เช่น ช่างประปา นักวาดรูป ช่างไม้ คนทำอาหาร ช่างก่อสร้าง เป็นต้น
  • เล่นกีฬาบางชนิด เช่น เทนนิส แบดมินตัน สควอช พุ่งแหลน เป็นต้น ซึ่งต้องใช้กล้ามเนื้อแขนส่วนล่างและข้อมือซ้ำ ๆ เป็นประจำ หรือเล่นกีฬาเหล่านั้นด้วยท่าที่ไม่เหมาะสม

การรักษา Tennis Elbow

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติจากการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด

  • หยุดพักแขนชั่วคราว ผู้ป่วยควรงดทำกิจกรรมหรือเล่นกีฬาที่เป็นสาเหตุของโรค พยายามเคลื่อนไหวแขนและข้อมือให้น้อยลงเพื่อให้เอ็นและกล้ามเนื้อได้พัก โดยอาจต้องหยุดพักนานหลายสัปดาห์
  • รับประทานยาแก้ปวด สามารถรับประทานยาในกลุ่ม NSAIDs เพื่อช่วยลดอาการปวดบวมได้ เช่น ยาแอสไพริน ยาไอบูโพรเฟน ยานาพรอกเซน เป็นต้น
  • ประคบน้ำแข็ง ประคบเย็นด้วยน้ำแข็งหรือเจลประคบเย็นนาน 15 นาที วันละ 3-4 ครั้ง
  • ใช้อุปกรณ์พยุงแขน เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ช่วยในการประคองแขน และจำกัดการเคลื่อนไหวให้อยู่ในท่าทางที่ปลอดภัย ซึ่งช่วยให้เอ็นหรือกล้ามเนื้อได้พักฟื้นชั่วคราวและลดอาการปวดได้
  • การทำกายภาพบำบัด เป็นการออกกำลังกายแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อกระตุ้นการทำงานและเสริมสร้างกล้ามเนื้อแขนส่วนล่างให้กลับมาแข็งแรง นักกายภาพบำบัดจะนวดบริเวณที่มีอาการปวดด้วยน้ำแข็ง หรือเสริมการรักษาด้วยวิธีอื่นเป็นระยะ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อหายไวมากขึ้น โดยคลื่นอัลตราซาวด์ด้วย
  • การฉีดยาบรรเทาอาการปวด แพทย์จะฉีดยาบริเวณเอ็นที่มีการอักเสบ เพื่อลดอาการปวดหรือกระตุ้นให้ร่างกายเกิดกระบวนการซ่อมแซมตนเอง ซึ่งอาจเป็นยาในกลุ่มยาสเตียรอยด์อย่างยาคอร์ติโซน หรือสารละลายชนิดต่าง ๆ ที่มีความเข้มข้นสูง นอกจากนี้ บางกรณีแพทย์อาจใช้วิธีฉีดเกล็ดเลือด (Platelet-Rich Plasma: PRP) หรือโบทอกซ์ให้กับผู้ป่วย แต่ปัจจุบันยังเป็นวิธีที่ไม่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย เพราะต้องอาศัยผลการวิจัยอย่างต่อเนื่องถึงผลการรักษาที่ชัดเจนก่อนนำมาใช้กับผู้ป่วยจริง
  • การรักษาด้วยคลื่นกระแทก (Extracorporeal Shock Wave Therapy) เป็นการใช้คลื่นเสียงพลังงานสูงผ่านเข้าไปที่ข้อศอกหรือบริเวณที่มีอาการปวด เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบาดเจ็บใหม่ ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่มีปัญหาเกิดกระบวนการซ่อมแซมหรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่
  • การผ่าตัด หลังจากรักษาด้วยวิธีข้างต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 6-12 เดือน เป็นอยู่อย่างเรื้อรัง หรือรุนแรงมากกว่าเดิม แพทย์จะแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัด โดยการผ่าตัดมีอยู่หลายวิธีตั้งแต่การผ่าตัดใหญ่ไปจนถึงผ่าตัดผ่านกล้อง แพทย์ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น อาการบาดเจ็บ สุขภาพโดยรวม ความประสงค์ของผู้ป่วย และความเสี่ยงของการรักษา เป็นต้น หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยต้องใส่เฝือกชั่วคราวประมาณ 1 สัปดาห์ และมีการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายอย่างน้อย 2 เดือน เพื่อช่วยให้เอ็นและกล้ามเนื้อทำงานได้เป็นปกติ
Last Updated on Monday, 10 December 2018 01:39
 
<< Start < Prev 1 2 3 4 5 6 7 8 9 Next > End >>

Page 1 of 9